ทนายตั้ม ออกมาแฉเส้นทางเงินเว็บพนันโยง "บิ๊กตำรวจ" เตรียมส่งเอกสารให้ตรวจสอบ หลัง "บิ๊กต่อ" แถลงโอบไหล่กอดเอว "บิ๊กโจ๊ก" ว่าไม่มีความบาดหมาง จากนั้นคำสั่งให้ทั้งคู่ช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยอดีตนายตำรวจมองว่า ทีมสืบสวนต้องหาพยานหลักฐานที่ไม่มีการปนเปื้อน และมีโอกาสที่ทั้งคู่โดนดองอยู่ช่วยราชการเกิน 2 เดือน ซึ่งมีผลต่อการสรรหา ผบ.ตร. คนต่อไป
วันนี้ (26 มี.ค. 67) ที่ Sittra Law Firm นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม แถลงเปิดโปงขบวนการส่วย ที่อ้างว่ามีคนสนิทบิ๊กตำรวจเกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานดังกล่าวมีการตีตั๋ว เรียกรับส่วย จาก 18 ธุรกิจสีเทา ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็นสาย รวม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย แต่ละสายมีหัวหน้าชุด หรือเรียกว่า “แม่บ้าน” เป็นจ่าตำรวจ และดาบตำรวจ ทำหน้าที่เก็บรวบรวมส่วยผ่านบัญชีม้า รวม 3 บัญชีหลัก
ทีมแม่บ้านคอยจัดเก็บเงินรายเดือน ข้อมูลจากสายลับพบบัญชีม้า โยงกับเครือข่ายเว็บไซต์พนัน และมีเส้นเงินโยงใยกับเคือข่ายพนันที่ทีมทนายบิ๊กโจ๊กเคยแฉไว้ ที่น่าสนใจคือ มีการใช้บัญชีชื่อคนที่เสียชีวิตแล้ว แต่ยังมีการโอนย้ายเงินอยู่ มีการส่งยอดทุกวันที่ 25 ของเดือน
...
มีการเปิดข้อมูลแชตลับ โชว์สลิปการโอนเงิน ที่มีการอ้างว่าเป็นการโอนเงิน 1 แสนบาท ไปยังบัญชีม้า ซึ่งมีทีมแม่บ้านคอยเก็บและบันทึกการโอนเงินในแต่ละเดือน เมื่อรวบรวมเงินทั้งหมดได้แล้ว มีการโอนเงินไปยังบัญชีที่สามารกดเงินสดได้ ขณะเดียวกันยังโชว์หลักฐานการถอนเงินประมาณ 2 ล้านบาท เงินทั้งหมดถอนในพื้นที่เมืองทองธานี เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับลูกทีม
ทนายดังมีการเปิดภาพวงจรปิด ระบุว่ารถที่มากดเงินสดที่มีการโอนมากจากบัญชีม้า นำเงินไปกินดื่ม และเที่ยวกันแทบทุกคืน ซึ่งพบการโอนเงินไปยังเครือญาติบิ๊กตำรวจ นอกจากนี้ยังพบเส้นทางโอนเงินจำนวน 7 แสนบาท จากบัญชีม้า ไปทำบุญยังวัดแห่งหนึ่ง
ระหว่างแถลงข่าว "ทนายตั้ม" โทรติดต่อไปยัง "บิ๊กเต่า" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และมีการนัดยื่นเอกสารเส้นทางการเงินที่มีการกล่าวอ้าง โดยจะมอบให้ในวันที่ 28 มี.ค. 67 เพื่อนำไปตรวจสอบต่อไป
ทนายตั้ม แฉข้อมูลส่วยพนัน หาความจริงต้นตอบัญชีม้า
แม้ "บิ๊กต่อ" แถลงจับมือ "บิ๊กโจ๊ก" ยืนยันว่าไม่มีรอยร้าวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง นายกฯ ก็มีคำสั่งให้ทั้งคู่ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ เป็นเวลา 2 เดือน และให้ "บิ๊กต่าย” กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
แต่ยิ่งเพิ่มปมสงสัยให้กับคนติดตาม เมื่อ "บิ๊กโจ๊ก" ลาราชการยาวถึงต้นเดือน เม.ย. 67 และ "ทนายตั้ม" ก็ออกมาแฉถึงเส้นทางการเงินที่โยงไปถึงบิ๊กตำรวจ ยิ่งสุมไฟให้โหมกระพือ "พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ" อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม วิเคราะห์กับทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ว่า มีแนวโน้มที่ทั้งคู่จะต้องช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ยาวเกินกว่า 2 เดือน เพื่อรอการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ กรณีมีข้อกล่าวหาว่ามีการเกี่ยวโยงกับเว็บพนัน
การที่ทนายตั้ม ออกมาแฉส่งสัญญาณให้เห็นว่าการสงบศึก ที่ได้ตกลงกันไว้ไม่เป็นจริง ข้อมูลที่ทนายตั้มอ้าง เกี่ยวโยงกับเว็บพนันออนไลน์ BNK Master และถ้ามีการส่งมอบเอกสารทั้งหมดให้ "บิ๊กเต่า" สุดท้ายคดีทั้งหมดจะถูกส่งมาให้ ป.ป.ช. แต่ถ้าไม่ส่งมาทั้งหมด ทีมทำงานต้องมีเหตุผลพอที่ต้องตอบสังคม
สิ่งที่ต้องหาข้อเท็จจริงต่อไปคือ ทีมสืบสวนต้องนำหลักฐานทั้งหมดที่ทนายตั้มนำมาแฉ และข้อมูลเก่าที่มีการกล่าวหาลูกน้องบิ๊กโจ๊ก มาหาข้อมูลที่เป็นต้นตอจริงๆ ที่ไม่มีการปนเปื้อน เพราะในการสืบสวนบางครั้ง ก็มีการนำข้อมูลมาปนเปื้อน เนื่องจากตอนนี้มีผู้กล่าวหาในทั้งสองฝั่ง
...
"การที่ทนายตั้มจะส่งเอกสารที่แฉเส้นทางเว็บพนันอันใหม่ไปให้บิ๊กเต่า เป็นการแสดงความประสงค์ที่ต้องการให้รื้อเส้นทางเงินทั้งหมดที่เชื่อมโยง อ้างมีการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ก็จะเป็นการเดินเกมแบบตายคู่ ไม่ยอมตายเดี่ยว"
"บิ๊กต่อ"-"บิ๊กโจ๊ก" มีโอกาสถูกยืดระยะเวลาช่วยราชการยาว
"พล.ต.ต.สุพิศาล" วิเคราะห์ว่า หากยังมีการกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวโยงกับทั้งคู่ ต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์ความจริง ซึ่งมีแนวโน้มว่า การมาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ของ "บิ๊กต่อ" และ "บิ๊กโจ๊ก" อาจถูกยืดระยะเวลาออกไปอีก เพราะสำนวนในข้อกล่าวหาใหม่ ต้องส่งไปยัง ป.ป.ช. และต้องรอเวลาชี้มูล คาดว่ายาวนานมากกว่า 2 เดือน ถ้าเป็นอย่างที่คาดหมาย จะทำให้ "บิ๊กต่าย" กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีภาษีดีกว่าคนอื่น ในการแสดงฝีมือ และมีสิทธิก้าวไปเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนต่อไป เพราะมีอายุราชการอีก 2 ปี แต่ต้องจับตาการแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร. ที่อาจมีการดันตัวเต็ง นอกสายตาขึ้นมาแข่งขัน
...
“การดองบิ๊กต่อ กับ บิ๊กโจ๊ก ระหว่างการชี้มูลถ้าอย่างต่ำสุดคือประมาณ 6 เดือน แต่ถ้านานสุดประมาณ 1-2 ปี แต่ทั้งมวลต้องหาพยานหลักฐานที่ไม่มีการปนเปื้อน เพื่อหาความจริงว่า ต้นตอของข้อมูลที่แท้จริงมาจากที่ใด มีการเชื่อความสัมพันธ์หรือไม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากกรณีนี้มีการตรวจสอบแล้วพบมูล ตำรวจที่กำลังจะคอร์รัปชันอยู่ ก็จะมีกระบวนการตบตาที่แยบยลมากขึ้น ดังนั้นระบบตรวจสอบจะต้องตามให้ทันด้วย”.