เป็นที่ยืนยันจากผู้เกี่ยวข้องแล้วว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งใน 930 คน จะได้รับการพักโทษกรณีพิเศษ หลังได้รับโทษ 1 ใน 3 หรือ 6 เดือน และไม่ต้องใส่กำไลอีเอ็ม เนื่องจากอยู่ในกลุ่มเจ็บป่วยร้ายแรงหรือพิการ หรืออายุ 70 ปีขึ้นไป  

ทักษิณ วัย 74 ปี ดูเหมือนร่างกายแข็งแรงดี ขณะกลับมาเหยียบแผ่นดินไทย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 เพื่อมารับโทษตามกระบวนการของกฎหมาย ถูกตัดสินจำคุก 8 ปี แต่อยู่ๆ ก็มีปัญหาด้านสุขภาพมีอาการป่วยหนัก ต้องส่งตัวรักษาโรงพยาบาลตำรวจ อยู่บนชั้น 14 ราวกับนักโทษเทวดาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงปัจจุบัน และยังไม่เคยนอนเรือนจำแม้แต่วันเดียว หรือคุกมีไว้ขังคนจน อย่างที่หลายคนออกมาบอก

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมว่าทำไมทักษิณ ได้อภิสิทธิ์พิเศษ และป่วยจริงหรือไม่ เพราะคนภายนอกไม่สามารถขึ้นไปบนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อพิสูจน์ความจริงที่คาใจได้ จนมาถึงวันที่รอคอยจะได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า อยู่กับครอบครัวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา คาดกันว่าน่าจะวันที่ 18 ก.พ. หรืออย่างช้าวันที่ 22 ก.พ. นี้

...

พร้อมกับคำถามว่าเมื่อทักษิณ ได้อิสรภาพคืนมาเหนือคนทั่วไป จะมีบทบาทและส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทย แล้วบ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวายเหมือนในอดีตอีกหรือไม่ ในการเป็นหัวเชื้อไวไฟ รอการปะทุอยู่ในไม่ช้า ขณะที่ม็อบฝ่ายตรงข้าม ก็จ้องรอจังหวะสุมเชื้อไฟ และหลายสถานการณ์ได้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ทักษิณจะเป็นอิสรภาพ ราวกับมีการเขียนบทไว้

ส่องฉากการเมืองต่อไป หลังทักษิณ ได้อิสรภาพ

ข้อสงสัยทั้งหลาย มาดูการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมืองมหาวิทยาลัยเกริก มองว่า ขึ้นอยู่กับตัวทักษิณ เมื่อออกมาแล้วจะมีการกำหนดบทบาทตัวเองไปในทิศทางใด ถ้าออกมาแล้วสัมภาษณ์สื่อ มีฐานะในการกำหนดทิศทางการเมืองไทย และวางแผนแบบนั้นแบบนี้ จะทำให้คนไม่พอใจ เนื่องจากช่วงเวลา 6 เดือนอ้างว่าป่วยหนัก ไม่ได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำแม้แต่วันเดียว

“เมื่อออกมาบอกจะทำโน่นนั่นนี่ คนจะรู้สึกว่าแหกตาประชาชน หากกบดานอยู่เฉยๆ ยังไม่เปิดตัว ไม่แสดงบทบาทใดๆ แล้วรอให้นิ่งๆ ค่อยออกมา จะทำให้กระแสความไม่พอใจของประชาชนอ่อนลง และที่ทำให้คนคิดว่าคงป่วยจริง ก็ดูไม่สมจริง ขึ้นอยู่กับทักษิณจะกำหนดบทบาทจะสื่อสารอย่างไร หากมีฤทธิ์มีเดช จะทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ และตอนนี้ม็อบกำลังออกมา”

นอกจากนี้คนยังจับตาว่า วันพ้นโทษของทักษิณ น่าจะวันที่ 18 ก.พ. จะออกมาจากโรงพยาบาล หรือเรือนจำ ก็มีนัยอยู่เหมือนกัน ถ้าสมมติออกจากโรงพยาบาล สุดท้ายก็ถูกมองว่าได้อภิสิทธิ์ชน ไม่เคยอยู่ในเรือนจำเลย และด้วยบุคลิกปกติของทักษิณ ไม่อยู่เฉยชอบกำกับการแสดง อาจกลายเป็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีนายกรัฐมนตรี 2 คน หรือ 3 คน และสปอตไลต์คงฉายไปที่ทักษิณ คงออกแรงเต็มที่ในการผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เพราะเป็นนโยบายที่น่าจะเรียกคะแนนให้กับพรรคเพื่อไทย

การจะได้อิสรภาพของทักษิณในวันที่ 18 ก.พ. ดูสัมพันธ์กับวันประชุมบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ต วันที่ 15 ก.พ. หากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ฟันธงว่าทำแน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะผลักดันในการก้าวข้ามพ้นอุปสรรคต่างๆ จากองค์กรอิสระทั้งหลาย และจะเห็นทักษิณออกมามีบทบาทในการใช้พาวเวอร์ในการผลักดัน เพราะโดยบารมีของเศรษฐา ไม่อาจผลักดันในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ได้ อย่างเรื่องดอกเบี้ย แม้ใช้การสื่อสารให้แบงก์ชาติไปกดดัน กนง.ให้ลดดอกเบี้ย ก็ไม่สามารถทำได้

“ถ้าเศรษฐา ทำดิจิทัลวอลเล็ตไม่สำเร็จ อาจต้องเสียสละตัวเองในการรับผิดชอบ อาจเปลี่ยนตัวนายกฯ อาจได้เห็นหลังวันที่ 11 พ.ค. เป็นวันที่สว.จะหมดอำนาจ เป็นอีกหมุดหนึ่งจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะสว.จะพ้นจากบทเฉพาะกาลในการโหวตนายกฯ จะเป็นเรื่องของสภาฯ เท่านั้น ไม่มีอุปสรรคที่จะให้อิ๊งค์-แพทองธาร ขึ้นมาเป็นนายกฯ

...

จุดกระแส ม.112 สร้างรอยแตกปริในสังคม เริ่มแล้ว

สัญญาณหนึ่งน่าจับตาจากปรากฏการณ์เกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 จะมีความสัมพันธ์กันกับการที่ทักษิณจะออกมา และถ้าต่อภาพเหมือนภาพเดียวกัน ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้มาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครอง เริ่มมีปฏิกิริยาในปีกอนุรักษนิยม ว่าใครแก้มาตรา 112 ก็ไม่ให้ได้รับการนิรโทษกรรม ก็เท่ากับว่าแบ่งนักโทษเป็น 2 กลุ่ม ไม่ได้เป็นการปรองดองแต่อย่างใด และมีประเด็นการป่วนขบวนเสด็จ จะเชื่อมโยงกับกลุ่มอนุรักษนิยม มีการดันกระแสความจงรักภักดีขึ้นมา

“การจับผู้สื่อข่าว เป็นเรื่องเก่าผ่านมา 1 ปี เพิ่งมาจับ จนเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของสื่อต่างชาติ เป็นเรื่องของเสรีภาพ แม้จะให้ประกันตัวภายหลัง แต่เหมือนเริ่มชี้ช่องแนวทางของกลุ่มอนุรักษนิยม เพื่อขัดขวางการแก้ไขมาตรา 112 และเกิดภาพรวมการคิดต่างของคนในสังคม จะเห็นอีกภาพคนให้ความสำคัญ เริ่มหันมามองว่าขณะนี้เริ่มมีรอยแตกปริของคน 2 กลุ่มอีกแล้ว”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการเมือง พยายามให้เกิดแนวคิดแตกต่าง ไม่ให้ 2 ด้านมาบรรจบในช่วงเวลาตอนนี้ เป็นการสร้างกระแสนิรโทษกรรมเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับมาตรา 112 และพยายามดึงเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้มาตรา 112 มาเป็นคู่ขัดแย้ง จะทำให้สังคมเริ่มมีมุมที่แตกต่างกัน และจะบอกว่ามาพร้อมกับทักษิณ จะออกมา เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็ต้องดูบรรยากาศความคิดที่แตกต่างจะเป็นอย่างไร และกลุ่มอนุรักษนิยม จะสามารถจุดประเด็นให้ไปได้กว้างขวางหรือไม่ จากการที่ตำรวจเพิ่งจับนักข่าว เหมือนเปิดประเด็น จะต้องจับตาดูต่อไปในเรื่องการแบ่งแยกในบ้านเมือง เหมือนจัดทำให้เกิดขึ้นในช่วงทักษิณ กำลังจะออกมา.