นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ให้กับคนอายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 56 ล้านคน ใช้งบมหาศาล 5.6 แสนล้านบาท ไม่น่าจะทำได้จากข้อจำกัดของแบงก์รัฐไม่สามารถปล่อยกู้ได้ ทำให้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ต้องปรับเกณฑ์จัดทำข้อเสนอ 3 ทางเลือกกลุ่มเป้าหมายให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง 

ภายหลังคณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นแตกต่างหลากหลาย เสนอทางเลือกที่ 1.ผู้มีเงินเดือนมากกว่า 2.5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝาก 1 แสนบาท ไม่ควรได้เงินดิจิทัล อีกส่วนเสนอทางเลือกที่ 2.ผู้มีเงินเดือนมากกว่า 5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝาก 5 แสนบาท ไม่ควรได้เงินดิจิทัล และทางเลือกที่ 3 ตัดทุกคนที่ไม่ใช่ผู้ยากไร้ ควรช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ จำนวน 15-16 ล้านคน ใช้งบเพียง 1.6 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าผู้มีเงินเดือนมากกว่า 2.5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝาก 1 แสนบาทขึ้นไปจะไม่ได้รับสิทธิ และประหยัดงบมากถึง 4 แสนล้านบาท ท้ายสุดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหญ่จะตัดสินใจอีกครั้ง

เงื่อนไขการใช้จ่ายอยู่ในเขตอำเภอ จากเดิมในรัศมี 4 กม. เพื่อกระจายรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น คาดจะแจกเงินดิจิทัลหลังเดือน เม.ย. 2567 จากเดิม 1 ก.พ. 2567 และต้องใช้จ่ายเงินภายใน 6 เดือน หากใช้ไม่หมดจะถูกตัดส่งคืนคลัง สำหรับการขึ้นเงินดิจิทัลเป็นเงินบาท ทำได้เฉพาะร้านค้าอยู่ในระบบภาษี ทั้งการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนแหล่งที่มาของเงินมีการเสนอ 3 ทางเลือก 1.ใช้เงินงบประมาณเป็นหลัก 2.แหล่งเงินกู้ หลากหลายวิธี และ 3.ใช้แนวทางกึ่งการคลัง ตามมาตรา 28 ในการกู้เงินธนาคารออมสิน แต่อาจเป็นทางเลือกสุดท้าย 

...

ปรับเกณฑ์ให้เฉพาะคนจน ไม่ใช่เป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ

หรือมีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะเลือกแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฉพาะกลุ่ม หากเน้นผู้ยากไร้ ก็เท่ากับว่าไม่เป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ จะแจกถ้วนหน้า 56 ล้านคน หลังเจอกระแสคัดค้านอย่างหนัก จนต้องปรับเงื่อนไข อาจทำให้ชนชั้นกลางไม่ได้เงินดิจิทัลวอลเล็ตอย่างที่รอคอย ”ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข” ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บอกว่า ปัญหาเงินดิจิทัลวอลเล็ต อยู่ตรงที่นโยบาย ต้องตั้งคำถามว่าวัตถุประสงค์ในการทำคืออะไร ถ้าปรับแบบนี้ก็เท่ากับปรับนโยบาย และเป้าหมายไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับไปช่วยคนจน

“แปลว่าถ้าจะปรับแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าถามว่าไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วมีอะไรอย่างอื่น เพราะตอนแรกบอกจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องแจกแบบถ้วนหน้า กลายเป็นว่านโยบายไม่ชัดเจน แบบมั่วๆ จนมีคนแย้งมา นำมาสู่ดราม่าว่าชนชั้นกลางก็เดือดร้อนเหมือนกัน หรือตกลงจะช่วยเฉพาะคนจน ควรเอาให้ชัดดีกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือช่วยคนจน ถามว่าถ้าจะช่วยคนจนจำเป็นต้องแจกแบบนี้ไหม ต้องแจกเงินดิจิทัล หรือแจกแบบเดิมให้คนละ 2 พัน และวิธีช่วยคนจนจะทำอย่างไร แต่หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็ไปไม่ถูกจะเอาอย่างไรกันแน่”

ส่วนตัวมองว่าให้เลิกและเปลี่ยนนโยบาย หากกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นนโยบายช่วยคนจน หรือที่ผ่านมาช่วยเหลือคนจนไม่พอ เมื่อไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่ต้องทำ อีกทั้งคนจนมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ทำไมต้องช่วยคนจน และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถซื้อของจากร้านธงฟ้าได้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ทางออก และแนวทางนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ควรไม่ทำโครงการนี้ และหันไปทำนโยบายอื่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 

ห่วงสภาพเศรษฐกิจโตยาก ชนชั้นกลางก็ลำบาก ไม่แพ้คนจน

การแจกเงินดิจิทัลเริ่มต้นมาตั้งแต่นโยบาย วัตถุประสงค์จริงๆ คืออะไร อย่างผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ก็ไม่เห็นด้วย คิดว่าการแจกเงินดิจิทัลไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และศักยภาพของเศรษฐกิจขณะนี้ไม่สามารถโตได้ 5% อย่างแน่นอน และแบงก์ชาติมีหน้าที่ดูแลเงินเฟ้อ หากขยับขึ้นก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย จึงไม่เอานโยบายแจกเงินดิจิทัล และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะนักการเมืองอยากจะได้ แต่นักวิชาการมองว่าไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะโตถึง 5% และไม่เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะช่วยได้ ต่อให้ปีนี้มีนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน หรือปีหน้า 40 ล้านคน ก็ไม่คิดว่าเศรษฐกิจจะโตเท่านั้น 

...

“ดูจากสมมติฐานอะไร หรือส่งออกจะโต 2% ก็เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อน ก็ทำให้ส่งออกเพิ่ม สุดท้ายแล้วนโยบายนี้ต้องปรับไม่ให้โดนด่า ลดแรงต่อต้านให้มากที่สุด แบบที่อนุกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตได้เสนอ อาจให้เฉพาะคนจน และงบใช้น้อยลงก็จริง แต่ไปไม่ได้ไกลเท่าไร อย่างคนจนรับมาหมื่นบาท และเมื่อร้านค้ารับมาแล้ว ก็ไม่เอาไปผลิตเพิ่ม เพราะไม่มั่นใจว่าจะไปไหนต่อได้ เป็นการคิดนโยบายแบบแผนธุรกิจ ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ หากเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังพูดได้ คงพูดไปแล้ว”

สภาพเศรษฐกิจขณะนี้ทำให้เป็นห่วงคนชนชั้นกลาง เพราะรายได้ดูเหมือนสูงกว่าระดับคนจนไม่มาก กลับไม่ได้อะไร จนแทบจะบอกว่าหากได้เงินเดือน 2.5 หมื่นบาท ก็อยากให้นายจ้างลดเงินเดือน 1 พันบาท เพื่อให้ได้เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทก็ยังดี และเมื่อมาประเด็นนี้ แทนที่รัฐบาลจะแจกเงินดิจิทัล แต่ควรให้นายจ้างอย่าเลย์ออฟพนักงานจะดีกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนทำงานว่าปีหน้าจะไม่โดนไล่ออก หรือหากเจ๊ง ก็ยังมีเงินจ่าย ซึ่งแทบไม่ใช้งบประมาณ เพื่อให้ลูกจ้างมีรายได้ และนำไปใช้จ่าย โดยไม่ต้องอัดเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท

แต่หากรัฐบาลยืนยันจะกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องสร้างความมั่นใจ เพราะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ว่าผู้ประกอบการและคนทำงาน คือความไม่แน่นอนตั้งแต่โควิดระบาด แม้มีเงินก็ไม่ใช้จ่าย หรือคนชนชั้นกลางจะซื้อรถยนต์ก็ชะลอไปก่อน เพราะไม่มั่นใจหลายอย่างเป็นประเด็นทำให้คนไม่ใช้จ่าย และกนง.ก็ส่งสัญญาณแล้ว ถ้าเศรษฐกิจโตน้อยกว่าปกติ ก็คงไม่ขึ้นดอกเบี้ยโดยให้น้ำหนักอย่างอื่นมากกว่า หรือหนักกว่านั้นอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจไปยังชนชั้นกลาง จนกระทบเงินออมและจะไม่เหลือใช้ตอนแก่ จากค่าครองชีพขยับขึ้น

...

ใครก็ได้ลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล แลกทำประโยชน์ให้สาธารณะ

ส่วนคีย์สำคัญเมื่อต้องการให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก็ต้องสร้าง แต่เศรษฐกิจผันผวนขนาดนี้ ก็คงยาก และหากมีเป้าหมายชัดจะกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเป็นอนุกรรมการดิจิทัลวอลเล็ต ควรให้ใครก็ได้ลงทะเบียนมารับเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ไม่ว่าจะยากดีมีจน เพื่อแลกกับการทำประโยชน์ให้กับสาธารณะ เช่น แยกขยะสร้างนิสัย ทำให้บ้านเมืองสะอาด เริ่มจากบ้านตัวเอง ก็เท่ากับโปรโมตการท่องเที่ยวโดยปริยาย และเท่ากับบอกว่าไม่ได้ให้เงินฟรี แต่มีเงื่อนไข หรือไม่ก็ให้เงิน 1 หมื่นไปสร้างรายได้สร้างอาชีพ

หรืออบต.ไปหาพื้นที่สร้างงานให้คน แลกกับเงินหมื่น เช่น ทำเล้าไก่ไว้เลี้ยงไก่ ทำให้เกิดความคิดแบบนี้ในชุมชน ควรต้องมีเงื่อนไขในการลงทะเบียน และคิดว่าคนไม่ว่า เพราะอย่างน้อยได้ทำกิจกรรม เพื่อสร้างมูลค่า สร้างงานสร้างรายได้ในชุมชน ถ้าชัดเจนตั้งแต่ต้นก็โอเค ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็จะมีไอเดียเกิดขึ้น ถ้าอิงกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องกระตุ้น ต้องมีเงื่อนไข เหมือนเป็นการสกรีนคนโดยปริยาย ไม่ต้องตรวจสอบ 

“ยกเว้นถ้าไม่ทำตามเงื่อนไขในบล็อกเชนก็ไม่ได้เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท และคนรวยคงไม่มาตั้งแต่แรก เผลอๆ อาจทำเฟส 2 ได้อีก เมื่อไม่มีคนมาลงทะเบียนตามเงื่อนไข ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเกษตรกรก็ทำได้ จากผลกระทบภัยแล้ง ไปสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ ไปขุดคลอง ให้เลือกตามความถนัดแลกกับเงินดิจิทัล ยิ่งสงครามอิสราเอลกับฮามาสคงรบกันอีกนาน ราคาผลผลิตการเกษตรก็จะเพิ่มต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย”.