กลุ่มติดอาวุธฮามาส โจมตีดินแดนอิสราเอลแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ในวันสำคัญทางศาสนาของชาวอิสราเอล หรือวันซิมหัต โทราห์ มีการสังหารผู้บริสุทธิ์ และจับเป็นตัวประกัน ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ รวมถึงแรงงานไทย เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงช็อกโลก จากความตึงเครียดสะสมมานานของทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้อิสราเอลเปิดฉากตอบโต้ประกาศภาวะสงคราม โจมตีทางอากาศถล่มฉนวนกาซาไม่ยั้ง และตัดน้ำ ตัดไฟ งดส่งอาหาร เพื่อกำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก
มีรายงานชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตในฉนวนกาซา อย่างน้อย 900 ศพ และบาดเจ็บทะลุ 4,000 คน ขณะที่สื่อท้องถิ่นอิสราเอลรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเพิ่มสูงถึง 1,200 ศพ ส่วนตัวเลขการเสียชีวิตของคนไทยเพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ศพแล้ว โดยสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และจากภาพและคลิปความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งซากพังถล่มของอาคาร บ้านเรือน การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การกราดยิงผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ความปรานีที่ปรากฏออกมาในโซเชียลมีเดียไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็ก สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวโลกเป็นอย่างมาก
...
หากใครเสพข่าวและคลิปภาพความรุนแรงเหล่านี้มากเกินไปไม่ว่าจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจไม่สามารถควบคุมตัวเองจนเกิดความรู้สึกร่วมในการชิงชังเคียดแค้นแทน หรือหดหู่จนเกิดความเครียดก็เป็นไปได้ แล้วจะมีวิธีอย่างไรในการรับมือไม่ให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ “ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์” นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า ตามหลักโดยปกติแล้วไม่ว่าข่าวสงครามหรือข่าวน่าสะพรึงกลัว จะไม่ค่อยแนะนำให้ดูภาพข่าวหรือคลิป เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต อาจติดตามอ่านสรุปข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นก็พอ
“หากใครเคยเจอเหตุการณ์ความรุนแรงมาก่อน สามารถจะย้อนระลึกได้ จากสถานการณ์ความวุ่นวายที่เคยเจอ ก็แนะนำให้อ่านเฉพาะข่าวที่สรุป ไม่ต้องดูคลิปดูภาพ และเหตุการณ์ครั้งนี้อาจค่อนข้างไกลตัวสำหรับหลายๆ คน ไม่ต้องถึงขั้นต้องติดตามเช้าเย็น สามารถติดตามเป็นระยะๆ ได้ หากมีความเป็นห่วงผู้ประสบภัย ก็สามารถแสดงความห่วยใยได้ไปยังญาติและครอบครัวของผู้ประสบภัย หากบังเอิญเห็นภาพเหตุการณ์ ก็ปิดซะ เพราะสร้างความสะเทือนใจ จนบางคนอาจติดตา เก็บไปฝันก็ได้”
หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บางคนรู้สึกเครียดได้ แม้ไม่ใช่ข่าวสงคราม หรือกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง มีคนติดตามจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ในทางกลับได้ทำให้บางคนเกิดความรู้สึกร่วมบ้าง ควรเลือกเสพข่าวเชิงบวกหรือข่าวการช่วยเหลือผู้คนจะดีกว่า ส่วนการตอบโต้กันไปมาในโซเชียลมีเดียมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปทางกลุ่มฮามาส หรืออิสราเอล อยากให้มีการยับยั้งตัวเองก่อนจะโพสต์ข้อความตอบโต้ และให้คิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา หรือควรทิ้งช่วงก่อนแล้วค่อยโพสต์ในภายหลัง
อีกอย่างอยากให้โพสต์ในลักษณะเป็นกำลังใจให้กับผู้คน มากกว่าการเพ่งเล็ง เพื่อป้องกันการทะเลาะเบาะแว้ง และการสู้รบตอบโต้ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส จนมีผู้ได้รับผลกระทบ อาจคล้ายๆ กับเบื้องหลังชีวิตของบางคนที่เคยถูกเอาเปรียบมาก่อนก็ได้ ทำให้มีการผสมโรงไปด้วย อาจมีความรู้สึกร่วม ซึ่งสงครามที่เกิดขึ้นควรให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจะดีกว่า ควรระมัดระวังนอกจากความเครียดแล้วอาจส่งผลให้ความดันสูงและเป็นแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากความเครียดได้โดยไม่รู้ตัว.
...