ครบรอบ 17 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เข้ายึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “รัฐประหาร” ไม่ใช่ทางออกการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ใดๆ รวมถึงรัฐประหาร คสช. ปี 2557 ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ต่างๆ พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่การยึดมั่นในหลักการปกครองโดยกฎหมาย การดำเนินการตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และการใช้กลไกรัฐสภา เป็นทางออกที่แท้จริงในการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ
“รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การก่อรัฐประหาร 13 ครั้ง ก่อกบฏ 13 ครั้ง ฉีกเละร่างรัฐธรรมนูญกติกาสูงสุดมาแล้ว 19 ฉบับ ในช่วงตลอด 91 ปี ของประชาธิปไตยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เฉลี่ยแล้วมีรัฐประหารและการก่อกบฏโดยกองทัพทุกๆ 3.5-4 ปีต่อครั้ง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามพ้นสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ ติดกับดักประเทศด้อยพัฒนาทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาหลายทศวรรษ คุณภาพประชาชนส่วนใหญ่ยังต่ำกว่ามาตรฐานประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจติดอันดับต้นๆ ของโลก ระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม ระบบนิติรัฐนิติธรรมถูกละเมิด ความเป็นธรรมทางสังคมอยู่ในระดับต่ำ และการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นโดยทั่วไป
...
“เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงอยู่ภายใต้อิทธิพลเถื่อน เจ้าหน้าที่ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและไม่มีความเจริญก้าวหน้าในระบบราชการ แม้สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอม แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็รักความเป็นธรรม การได้เห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นสิ่งเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปใหญ่ในระบบยุติธรรมได้ในอนาคต ต้องเร่งรื้อถอนมรดกระบอบอำนาจนิยมและซากทัศนะเผด็จการด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแบบเปิดกว้าง มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง จากคนทุกกลุ่มทุกชนชั้น รวมทั้งต้องร่วมกันตรวจสอบให้รัฐบาลโปร่งใส ทำตามสัญญาประชาคม ไม่ฉะนั้นจะเป็นเงื่อนไข หรือมีการสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลต้องสิ้นสุดก่อนเวลาอันควร หรือแย่ที่สุด อาจมีรัฐประหารโดยวุฒิสภา หรือตุลาการภิวัฒน์เกิดขึ้นอีกได้”
การรัฐประหารโดยกองทัพนั้นมีความเสี่ยงต่ำมากในอนาคต เนื่องจากสถาบันรัฐประหารจากกองทัพอ่อนกำลังลงอย่างมาก ภายหลังประชาชนเสียงข้างมากแสดงเจตนารมณ์ผ่านคูหาการเลือกตั้งอย่างสันติ แต่สถาบันรัฐประหารโดยใช้กลไกแบบอื่นไม่ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ดูได้จากความพยายามในการบิดเบือนผลการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างชัดเจนว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย และหยุดยั้งระบอบสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช. รวมทั้งต้องการปฏิรูปประเทศผ่านกลไกเลือกตั้งและระบบรัฐสภา
ความหวังของประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ รื้อถอนซากทัศนะเผด็จการ
แม้จุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้ ไม่สามารถเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสันติ และอยู่บนเส้นทางของความปรองดองสมานฉันท์ ขณะที่ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการตอบสนองในบางส่วนเท่านั้น เพราะกลไกสืบทอดอำนาจถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากการเลือกตั้งน่าจะเป็นความหวังของประชาชนได้ หากรัฐบาลเพื่อไทยมุ่งมั่นในการเปิดให้มีการลงประชามติอย่างเสรีเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งของประชาชน หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จะช่วยรื้อถอนมรดกระบอบอำนาจนิยมออกจากระบบการเมืองไทยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการสร้างเครือข่าย ผลักดันนโยบาย แผนงาน กิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เพื่อขจัดซากทัศนะเผด็จการและฟื้นฟูค่านิยมให้หยั่งรากลึกในสังคมไทย
การสร้างฉันทามติไม่เห็นด้วยและต่อต้านการรัฐประหารและปฏิเสธทัศนะปรปักษ์ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน เป็นเรื่องสำคัญต่อความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์อันประกอบไปด้วยประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยทางสังคมและวัฒนธรรม จะนำสู่ความเจริญก้าวหน้า พัฒนาสู่ความรุ่งเรืองของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างเสมอภาค ลดผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน และแบ่งปัน ความสมบูรณ์พูนสุขและสันติธรรมย่อมบังเกิดขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ยกระดับการเติบโตให้เต็มศักยภาพ แก้ปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ และปัญหาวิกฤติหนี้สินให้ประสบความสำเร็จ
“หากไม่มีวิกฤตการณ์ทางการเมืองและตามมาด้วยการรัฐประหาร 2 ครั้ง ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีคุณภาพสูง ประเทศไทยของเราก็อาจสามารถก้าวข้ามพ้นประเทศรายได้ระดับปานกลาง และเริ่มต้นเข้าสู่ประเทศรายได้สูง กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนจะมีระบบรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้าไปแล้วก็ได้ โครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีการผูกขาดสูง เหลื่อมล้ำสูง ศักยภาพการแข่งขันและการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ”
...
จากผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค. ทำให้วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่หยั่งรากลึกมาร่วม 17 ปี ได้คลี่คลายตัวลงอย่างชัดเจน เริ่มบทใหม่ของการเมืองภายใต้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาต่อไป หากไม่มีการรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค 2557 รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีปัญหาความชอบธรรมต้องหมดอำนาจลงจากผลการเลือกตั้งในที่สุด ระบบและสถาบันประชาธิปไตยจะพัฒนาต่อไปได้ ระบอบประชาธิปไตยจะเข้มแข็งขึ้นเช่นเดียวกับในอินโดนีเซีย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน เป็นประเทศที่มีความรุ่งเรืองสดใสกว่านี้
“การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา บางประเทศประสบความสำเร็จ บางประเทศไม่ราบรื่น บางประเทศล้มเหลว สถานการณ์ในปัจจุบันภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยจะเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ และจุดเปลี่ยนแปลงของอนาคตของประเทศ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนยึดมั่นในกลไกรัฐสภาและแนวทางสันติวิธี ยอมรับความเห็นแตกต่างหลากหลาย หยุดละเมิดความเห็นต่างทางการเมืองด้วยอำนาจรัฐ เปิดโอกาสให้เสรีภาพและเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชนได้ผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ความเป็นธรรม ประชาธิปไตย และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชัน”
...
การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน และมีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยการมีส่วนร่วมของคนไทยอย่างกว้างขวางที่สุด จะเป็นทางเลือกที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด และดีที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศชาติ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกกลุ่มทุกฝ่าย และต้องปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน หมายรวมถึงการปฏิรูปกองทัพ ให้ทหารเป็นทหารอาชีพ แก้ปัญหาวังวนการทำรัฐประหารซ้ำซาก การปรับเปลี่ยนให้อำนาจตุลาการยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น รวมทั้งการปฏิรูปความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เหมาะสมระหว่างสถาบันการเมือง สถาบันศาสนา สถาบันกษัตริย์ และประชาชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข.