กลายเป็นวิกฤติศรัทธาพรรคเพื่อไทย จนมีแฮชแท็ก #ชลน่านลาออกกี่โมง แม้ เศรษฐา ทวีสิน ก้าวขึ้นสู่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 แต่คำพูดของแกนนำและผู้สนับสนุนพรรค ที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะไม่ร่วมกับพรรค 2 ลุง กำลังถูกทวงถามในโลกโซเชียลอย่างหนัก จนมีการลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็มีแนวโน้มว่า ชลน่าน จะไปรับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข แทน
การจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทย ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางเสียงครหาในการไปร่วมกับพรรค 2 ลุง จนมีการทวงถามในโลกโซเชียล ถึงผู้สนับสนุนและแกนนำพรรคเพื่อไทย เคยให้สัญญาไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนล่าสุด นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ สมาชิกกลุ่มแคร์ ที่เคยประกาศว่า "ถ้าเพื่อไทยจับมือกับ พปชร. ผมจะยอมให้เอาขี้ปาหัว" ได้ทวีตข้อความ ในการรักษาคำพูด โดยจัดกิจกรรมวันที่ 2 ก.ย.นี้ เวลาบ่าย 3 โมง 14 นาที ใช้เวลาปาขี้ 11 นาที แต่มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคน ออกมาแสดงความเห็น ถึงการทำกิจกรรม ที่ควรเป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์อย่างสร้างสรรค์
เช่นเดียวกับการลาออกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ที่เคยมีวลี “ไม่จับมือกับพลังประชารัฐ ไม่มีดีลกับลุงป้อม ถ้ามีจับมือ ผมลาออกจากหัวหน้าพรรค” แต่เมื่อมีการกลืนเลือด เจ้าตัวจึงตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค และมีแนวโน้ม การปรับโครงสร้างภายในพรรคเพื่อไทยครั้งใหญ่ เพื่อแก้เกม วิกฤติศรัทธาตระบัดสัตย์
...
ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ท่าทีของพรรคเพื่อไทยว่า วิกฤติทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ควรมีการแก้ภาพลักษณ์ในภาพรวม การออกมาแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากสิ่งที่เพื่อไทย ยอมแลกจนมาจัดตั้งรัฐบาลได้ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน
“ข้ออ้างชอบธรรมที่สุดของเพื่อไทย คือ การทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาเป็นรัฐบาลก่อน เพราะเพื่อไทย มีความโดดเด่นด้านนโยบาย เมื่อมีโอกาสแล้วควรทำสิ่งนี้เพื่อพิสูจน์ฝีมือ ส่วนภาพลักษณ์ที่เสียไปต้องกู้คืนมา ส่วนการออกมารับผิดชอบของผู้สนับสนุนพรรคอย่าง ที่จัดกิจกรรมปาขี้ เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องตั้งแต่มีการฉีก MOU โลกยุคนี้ คนที่เคยพูดแล้วมีดิจิทัลฟุตปริ้นต์ ก็จะถูกกดดันหลังจากนี้"
ส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ที่ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่มีแนวโน้มไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ทำงานลำบาก เพราะจะถูกคนมองว่าไม่ใช่การรับผิดชอบ เนื่องจากการลาออกจากหัวหน้าพรรค แล้วมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่ปฏิบัติตามธรรมเนียม
“การลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้วไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็จะถูกตีความว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบ เพราะถ้าเทียบกับกรณี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลาออกจากหัวหน้าพรรค แล้วยังลาออกจาก สส.ด้วย ประเด็นนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอน หมอชลน่าน อย่างหนัก แล้วเอาตัวรอดในการนั่งเป็นรัฐมนตรีได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หรืออาจจะต้องไขก๊อกออกก่อนที่ภาพลักษณ์รัฐบาลเสีย ก็อาจเกิดขึ้นได้”
ฉากหน้าของ ครม.เพื่อไทย ควรมีการแต่งตั้งให้คนในพรรคมีปัญหาน้อยที่สุด ในภาวะที่ต้องจัดตั้งรัฐบาลในสถานการณ์นี้ ซึ่งที่ผ่านมาการจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นภาพลบมากพอแล้ว ซึ่งการเลือกรัฐมนตรีที่จะมาดูแลกระทรวงก็ควรจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยให้ดีขึ้น
การขึ้นมาของ คุณเศรษฐา ทำให้เห็นโครงสร้างอำนาจภายในพรรคเพื่อไทย ที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ และเริ่มเห็นท่าทีของแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ส่วนขั้วการเมืองในพรรคเดิมจะต้องลดบทบาทลง แต่สิ่งที่สำคัญที่จะกู้ศรัทธาได้คือ การแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ ท่ามกลางความแตกต่างของพรรคร่วมรัฐบาล.
...