สถานการณ์การปนเปื้อนของน้ำมันดิน บริเวณชายฝั่งตะวันตกของ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต ทำให้ "วราวุธ ศิลปอาชา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบ ดำเนินการแก้ไข และหาแหล่งที่มาของคราบน้ำมัน
ในการลงพื้นที่ของ ดร.พรศรี สุทธนารักษ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบการพัดพาน้ำมันดินมายังชายหาดคึกคัก จ.พังงา ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 2566 มีก้อนน้ำมันดินบริเวณทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ และการปนเปื้อนน้ำมันดินบริเวณชายหาดฝั่งตะวันตกของภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2566 บริเวณชายหาดไม้ขาว ระยะทางประมาณ 5.42 กิโลเมตร หาดในยาง ระยะทางประมาณ 3.66 กิโลเมตร หาดในทอน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร หาดลายัน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร และลงไปถึงหาดกะตะ หาดกะรน
ต่อมาในวันที่ 5 ส.ค. 2566 มีการปนเปื้อนน้ำมันบริเวณเกาะราชาใหญ่ รวมระยะทางชายฝั่งทะเลที่ได้รับผลกระทบประมาณ 125 กิโลเมตร ทั้งในรูปแบบของคราบน้ำมัน และก้อนน้ำมันดิน จับตัวกันเป็นก้อนเหนียวสีดำ มีลักษณะขนาดแตกต่างกันออกไป เมื่อโดนความร้อน จะละลายเป็นคราบน้ำมันสีดำข้นเหนียวกระจายเป็นหย่อมๆ และยังพบเศษขยะจำนวนมากลอยมาเกยตื้น ร่วมกับคราบน้ำมัน และคราบน้ำมันลอยในทะเลหน้าหาด
ความคืบหน้าล่าสุดได้มีการส่งตัวอย่างน้ำมันไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานในสังกัดกรมควบคุมมลพิษ และจัดการคราบน้ำมันและก้อนน้ำมันดิบ นำออกจากพื้นที่ชายหาด ก่อนรวบรวมน้ำมันดิบซึ่งมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 5 ตัน ส่งไปกำจัดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
...
ด้านผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งแต่วันที่ 4-9 ส.ค. มีเต่าทะเลได้รับผลกระทบจากน้ำมัน จำนวน 13 ตัว จากการสำลักคราบน้ำมันเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ขณะที่เต่าทะเลขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ และลำตัวปนเปื้อนคราบน้ำมันเหนียว มีการช่วยเหลืออนุบาลและรักษา ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ส่วนผลกระทบที่อาจเกิดกับแหล่งปะการัง ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ตั้งชุดเฝ้าระวัง เนื่องจากมีทรัพยากรปะการังมากถึง 4,050 ไร่ และต้องติดตามผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในระบบบริเวณหาดทรายและหาดหิน
การตรวจสอบที่มาของคราบน้ำมัน ทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต ได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ช่วงตั้งวันที่ 26 ก.ค. จนถึง 3 ส.ค. 2566 พบว่า ด้านทิศตะวันออกของ จ.ภูเก็ต ระยะห่างจากชายฝั่งประมาณ 95 ไมล์ทะเล มีเรือแล่นผ่าน จำนวน 81 ลำ เป็นเรือสินค้า 62 ลำเรือบรรทุกน้ำมัน 18 ลำ และเรือ Tug Supply 1 ลำ และไม่พบการขออนุญาตถ่ายเทน้ำอับเฉาจากเรือ ซึ่งจะวิเคราะห์แบบจำลองย้อนหลัง เพื่อหาช่วงเวลาและพื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ในการหาที่มาของน้ำมัน
คราบน้ำมันไหลลงทะเล เปลี่ยนสภาพเป็นก้อนน้ำมันดิน
เหตุคราบน้ำมันและก้อนน้ำมันดิน เกยขึ้นมาบนหาด เกิดขึ้นทุกปีๆ ในช่วงฤดูมรสุม แต่ปีนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เกิดจากสาเหตุอะไร? "ดร.สนธิ คชวัฒน์" ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุชัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมเจ้าท่าต้องมีมาตรการตรวจสอบดูแลอย่างเข้มแข็ง เพราะในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือน พ.ค. จนถึงเดือน ต.ค. จะพบก้อนน้ำมันดิน บริเวณฝั่งทะเลอันดามันและทะเลทางด้านตะวันออก จากน้ำมันดิบที่เติมไปในเรือ และไหลออกมาเป็นคราบน้ำมัน เมื่อระเหยไม่หมดจะจมลงใต้ทะเล ส่งผลกระทบต่อเต่าทะเล และสัตว์ทะเล
"น้ำมันเหล่านี้กระจายตัวอยู่บนผิวน้ำทะเล จะถูกแสงแดดเผาจนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนส่วนเบา ระเหยออกไปจนเหลือแต่ส่วนที่เป็นสารไฮโดรคาร์บอนหนัก คล้ายยางมะตอย และถูกคลื่นซัดไปมาจนเปลี่ยนสภาพเป็นก้อนน้ำมันดิน เมื่อสะสมหนักมากขึ้นก็จะจมลงในทะเล และถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งขึ้นมาเกยบนชายหาด เป็นเรื่องที่กรมเจ้าท่า ต้องออกไปตรวจสอบ แต่ทะเลด้านตะวันออก ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะกลุ่มประมงคอยเฝ้าระวังดูแล ส่วนทะเลฝั่งภูเก็ต ไม่มีการช่วยดูแลเรือลักลอบเติมน้ำมันกลางทะเล จนปีนี้เจอหนัก ทั้งๆ ที่กรมเจ้าท่า ต้องร่วมกับ ศรชล. และกรมทรัพยากรทางทะเลฯ รวมถึงทหารเรือต้องออกลาดตระเวน เพื่อตรวจสอบ"
...
ก้อนน้ำมันดิน หรือ Tar Ball ชาวบ้านเรียกว่า ก้อนน้ำมันขี้โล้ มีลักษณะเป็นก้อนเหนียวๆ หนืดๆ สีดำคล้ายยางมะตอย พบได้ตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด จนถึงก้อนขนาดใหญ่ 10 ซม. เกิดจากการแปรสภาพตามธรรมชาติของน้ำมันหรือคราบน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเล จากอุบัติเหตุจากเรือ แท่นผลิตน้ำมัน การรั่วไหลจากท่อส่งน้ำมันในทะเล การขนถ่ายหรือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของเรือประมงหรือเรือเดินสมุทร รวมถึงการรั่วไหลโดยธรรมชาติของแหล่งน้ำมันดิบใต้ท้องทะเล
ต้องหาต้นตอ สร้างปัญหา ฉะข้าราชการเกียร์ว่าง
เมื่อพบเห็นก้อนน้ำมันดินจะต้องไม่สัมผัสโดยตรง เพราะอาจเกิดการระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งการวิเคราะห์หาต้นทางของแหล่งที่มาว่าเป็นน้ำมันชนิดใดมาจากไหนจะใช้การพิสูจน์อัตลักษณ์เฉพาะของชนิดน้ำมันแต่ละชนิด โดยนำก้อนน้ำมันไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงและแปลผล โดยผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งต้องมีฐานข้อมูลชนิดของน้ำมันทุกชนิด เพื่อเปรียบเทียบว่าก้อนน้ำมันที่เกิดขึ้นเป็นน้ำมันชนิดใด เพื่อสืบหาแหล่งต้นตอ
...
"แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่าเมื่อก้อนน้ำมันดิน สะสมหนักมากขึ้นจะจมลงทะเลไปคลุมหญ้าทะเล สัตว์ทะเล ซึ่งเต็มไปด้วยปรอทเป็นโลหะหนัก เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ถ้าจับสัตว์น้ำเอามากินก็จะมีโลหะหนักปนเปื้อน ทางสาธารณสุขในพื้นที่ควรต้องตรวจสอบว่ามีโลหะหนักหรือไม่ และที่น่ากังวลจะกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวปะการัง และหญ้าทะเล ซึ่งหน่วยงานต้องรู้อยู่แล้วในช่วงฤดูมรสุมจะเกิดคราบน้ำมัน ต้องมีแอ็กชั่นแพลนในการป้องกัน หากปีนี้ไม่ทันก็เริ่มกันใหม่ปีหน้าแล้วกัน เพราะช่วงนี้ยอมรับว่าเกิดสุญญากาศไม่มีรัฐบาล อาจไม่มีใครมาบังคับ จนข้าราชการเกียร์ว่างไม่ทำอะไร สุดท้ายเกิดผลกระทบต่อประชาชน อย่างในพื้นที่ภูเก็ต มีสถานที่บางแห่งแอบปล่อยน้ำเสียไม่ได้รับการบำบัดลงทะเลในเวลากลางคืน".