จับตาภารกิจจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ภายหลังสลัดพรรคก้าวไกล ไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วมาจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีเสียง สส. เป็นสารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาล รวม 212 เสียง ก่อนแถลงข่าวร่วมกับ 6 พรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2566 ประกอบด้วยพรรคประชาชาติ 9 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า 2 เสียง พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง  พรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง และพรรคท้องที่ไทย 1 เสียง รวม 8 พรรค 228 เสียง 

จากนั้นในวันที่ 10 ส.ค. 2566 พรรคเพื่อไทยจะแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา อีก 10 เสียง ทำให้มีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย รวม 9 พรรค 238 เสียงในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องได้เสียงสนับสนุนอีก 136 เสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรีให้ได้เสียงเกิน 374 เสียง เป็นโจทย์ใหญ่พรรคเพื่อไทย จะต้องทำอย่างไรต่อไป เว้นแต่ว่าพรรคก้าวไกล จะยอมโหวตให้ตามคำขอร้อง 

ขณะที่การเมืองยังไม่นิ่งสงบจากหลายปัจจัย ทางพรรคเพื่อไทยต้องทำทุกวิถีทางในการจัดตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพมากที่สุด และเรียกภารกิจครั้งนี้ว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ หรือสูตรสลายขั้ว ในการหาออกให้กับประเทศชาติ หลังปิดจ๊อบ ”ต้อนรับหนู” เข้ามาเป็นสารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาล และจากนี้ไปจะมีพรรคการเมืองใดเข้าร่วมรัฐบาลเพิ่มเติม หรือรอฝูงลิง จากพรรค “2 ลุง” เข้าร่วมสังฆกรรม จากกระแสข่าวอาจมี สส.บางส่วนจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ร่วมจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพได้เสียงเกิน 270 เสียง

...

สูตรจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ จากการขออาสาสลายขั้วของพรรคเพื่อไทย หน้าตาจะเป็นอย่างไร? ผ่านการวิเคราะห์ของ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  โดยตั้งชื่อว่าสูตรรัฐบาลพิเศษ “ต้อนรับหนู รอดูลิง” หลังพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ของ ”เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาล 212 เสียง เมื่อรวมกับพรรคอื่นๆ จะได้เสียงรวม 238 เสียง และต้องรอดูลิง อาจมี สส.บางส่วนจากพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมรัฐบาล

“ทำไมต้องบอกว่ารอดูลิง ก็เพราะลุงไม่มา แต่ไม่ใช่ว่าประชาชนจะมองไม่เห็น แม้ สส.จะมาบางส่วน หรือแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศวางมือไปแล้ว หรือ พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ไม่ได้มาเอง แต่ทำให้เพื่อไทย ล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ อยู่ที่เพื่อไทยจะต้องวางยุทธศาสตร์จับมือกับพรรคต่างๆ ที่มีการยอมรับ ไม่ใช่เลี่ยงบาลี ใช้เทคนิคทางการเมือง”

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัย 4 เรื่อง 1.เป็นการได้มาจากผลการเลือกตั้ง 2.การประกาศวางมือของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีนายกฯในดวงใจ แล้วเช็คเสียงแล้วว่าไปได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ามีคำถามประเด็น 8 ปีนายกฯ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ไม่ประกาศวางมือ 3. ทักษิณจะกลับบ้าน ซึ่งเพื่อไทยต้องเป็นแกนนำ หรืออย่างน้อยต้องร่วมรัฐบาล และ 4.การเมืองมวลชน อาจมีช่องว่างทางการเมืองจนไปกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทย ต้องสร้างสมดุลให้ได้ ไม่ใช่ว่าคิดไม่ละเอียด แต่ไม่รอบคอบ

ผ่าทางตันตั้งรัฐบาลพิเศษ สูตร "ต้อนรับหนู รอดูลิง"

ในเรื่องจัดตั้งรัฐบาล มีการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันไม่เอา 2 ลุง หากพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลก็ยังไม่พอ แต่จะเอาลิงจากพรรคลุงเข้ามาก็คงไม่ได้ ยัง 50:50 เพราะพรรคเพื่อไทยถึงทางตัน ได้เสียงรัฐบาลไม่ถึง 250 กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และเข้าทางพรรคภูมิใจไทย ไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย

"เพราะฉะนั้นต้องเอาพรรคลุง พรรคใดพรรคหนึ่งเข้ามา และ สส.บางส่วนจากประชาธิปัตย์ หากพรรค 2 ลุงไม่มา ทาง สว.ก็ไม่เอาด้วย เหมือนขายเบียร์พ่วงเหล้า และหากพรรค 2 ลุงมา ก็จะส่งผลต่อเพื่อไทย จึงต้องผ่าทางตันในการเสนอรัฐบาลพิเศษ"

...

ส่วนการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร ล่มซ้ำรอบ 2 ก็มีส่วนกับการจะร่วมรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาทางพรรคมีปัญหาด้านโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไม่เคยปรับ จนคนในพรรคมีความคิดเห็นต่าง ทั้งๆ ที่พรรคไม่เคยขาดคนรุ่นใหม่ แต่ไม่เคยจะปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เกิดประเด็นความแตกแยก ซึ่งบางส่วนมีจุดยืนจะเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ แต่ไม่ใช่ปัญหา คาดว่ามี สส.ประมาณ 19-23 เสียง จาก 25 เสียง จะเข้าร่วมรัฐบาล เป็นกลุ่มของเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นกลุ่มหลัก

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ คาดว่าจะเข้าร่วมรัฐบาล เกือบ 30 เสียงขึ้นไป จาก 40 เสียง ซึ่งสส.ส่วนใหญ่อยากมาร่วมรัฐบาลแบบยกพรรค ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ คาดว่าไม่น้อยกว่า 10 เสียง จาก 36 เสียง จะทำให้รัฐบาลมีเสียงประมาณ 300 ต้นๆ บวกลบเล็กน้อย จะมีเสถียรภาพเพราะเกิน 270 เสียง แต่ความชอบธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นที่มาของสูตรรัฐบาลพิเศษ “ต้อนรับหนู รอดูลิง”.