การเมืองกัมพูชา เข้าสู่ยุคผลัดใบอีกครั้ง หลัง 'สมเด็จฮุน เซน' ประกาศดัน 'ฮุน มาเนต' ลูกชายสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลับทราบผลการชนะเลือกตั้ง เมื่อ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางการจับตาการฟอร์มทีมบริหารยุคใหม่ มีแนวโน้มว่าจะพัฒนาสู่ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สิ่งสำคัญคือการสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจของจีนและยุโรป จะมีการดึงดูดนักลงทุนเข้ามามากขึ้น และส่งผลต่อแรงงานกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานในไทยลดลง
ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิเคราะห์กับทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน มีความเห็นว่าจะวางมือแล้วให้ลูกชายขึ้นมาเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ปี 2571 แต่การประกาศวางมือหลังเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าผิดคาด เขาอาจเห็นการเลือกตั้งในไทย ที่พรรคก้าวไกล นำโดยคนรุ่นใหม่ กวาดคะแนนเสียงไปอย่างถล่มทลาย และกลัวว่าการเลือกตั้งในกัมพูชาครั้งหน้าจะเป็นอย่างไทย เลยให้ ฮุน มาเนต ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ หลังชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยตนเองวางตัวเป็นที่ปรึกษา
...
“ผู้มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชา กลัวว่าอิทธิพลในความนิยมของคนรุ่นใหม่ทางการเมืองเหมือนกับไทย จะแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่กัมพูชาในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะจำได้ว่าในการเลือกตั้งครั้งก่อน สมเด็จฮุน เซน เกือบแพ้การเลือกตั้งให้กับฝ่ายค้าน ประกอบกับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ไม่ได้ลงแข่งขันในการเลือกตั้ง จึงเป็นจังหวะการเมืองที่ดี ที่ให้ลูกชายก้าวสู่ตำแหน่ง ขณะที่พรรคคู่แข่งไม่ได้เข้ามาในสภา”
สมเด็จฮุน เซน ได้กล่าวก่อนประกาศวางมือให้ลูกชายว่า ทีมของเขามีอายุมาก น่าจะได้เวลาพัก เพื่อเปลี่ยนให้ทีมของคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศแทน ประกอบกับที่ผ่านมา ทีมการเมืองคนรุ่นใหม่มีการวางตัวและฝึกฝนทางการเมืองของกัมพูชามาพอสมควร น่าจะถึงเวลาผลัดเปลี่ยน เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานแทน
การบริหารกัมพูชาของ 'ฮุน มาเนต' ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะมีการผลัดเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร เพราะพื้นฐานการศึกษาในระดับปริญญาตรี จบด้านการทหารจากยุโรป และไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ ดังนั้น เรื่องของมุมมองการบริหารประเทศ จะมองได้กว้างกว่าสมัยของพ่อ แต่บางอย่างก็ไม่อาจเปลี่ยนได้รวดเร็ว เพราะต้องอาศัยอิทธิพลของพ่ออยู่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการอิทธิพลของจีนและเวียดนาม
ยุค 'ฮุน มาเนต' น่าจะมีเปิดให้ชาติตะวันตกเข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี จะมีการเจรจาเพื่อให้มาตั้งโรงงานผลิตและแลกเปลี่ยนโนว์ฮาว ขณะเดียวกันยังสามารถประสานกับจีน จะแตกต่างจากรุ่นพ่อ โดยการเน้นเทคโนโลยีการผลิตมากขึ้น จึงเชื่อว่าเมื่อก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด จะมีการออกนโยบายเพื่อดึงทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น และเป็นผลดีต่อประชากร ที่ส่วนหนึ่งเข้ามาทำงานในไทย ให้กลับไปทำงานในกัมพูชามากขึ้น สิ่งนี้ไทยควรมีการตั้งรับเพื่อหาแนวทางแก้ไข
ด้านความสัมพันธ์ริมชายแดนกับไทย คาดว่ายุค 'ฮุน มาเนต' จะมีความแนบแน่นมากขึ้น เพราะช่วงที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ปี 2554 เขาเป็นทีมเจรจาที่สำคัญ ดังนั้น ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการสร้างสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ทั้งการค้าริมชายแดน และในประเทศกัมพูชา แต่สิ่งสำคัญควรจะส่งคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัยเข้าไปเชื่อมสัมพันธ์ เพราะถ้ายังส่งนักการเมืองรุ่นเก่าไป ก็อาจจะคุยกันคนละภาษา
ส่วนนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปทำธุรกิจในกัมพูชา ช่วงเวลาต่อจากนี้เป็นยุคที่สำคัญ เพราะมีความมั่นคงทางการเมือง และผู้นำเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องจับตาดูว่า การบริหารจัดการอิทธิพลของทุนจีนและเวียดนามในกัมพูชา จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่คาดว่าจะมีช่องทางให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้นกว่ายุคเดิม
...
ส่วนมุมของ ดร.สัจภูมิ ละออ นักเขียนสารคดีเกี่ยวกับประเทศกัมพูชา เจ้าของผลงาน เดี่ยวเขมร และอีกหลายเล่มมองว่า เบื้องต้นน่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านๆ มามากนัก เพราะว่า ฮุน เซน ยังคุมอยู่เบื้องหลัง ต่อเมื่อพ้นการควบคุมของฮุน เซน เมื่อไร เมื่อนั้นน่าจะเป็นผลดีต่อไทย เพราะว่าฮุน มาเนต เป็นคนรุ่นใหม่ การศึกษาดี ผ่านการบ่มเพาะชั้นเชิงการเมืองมาจากพ่ออยู่นานพอควร สิ่งนี้จะให้ทำอะไรรอบคอบ ไม่ใช้วิธีเปิดแนวรบกับไทยเพื่อสร้างกระแสให้ตัวเองเหมือนพ่อที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง.