“ช็อกมินต์” กลายเป็นพิษในทันที ภายหลังพรรคเพื่อไทยเชิญหลายพรรคการเมือง มาหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ เมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา จากการต้อนรับบรรดาแกนนำขั้วรัฐบาลเดิมอย่างเป็นกันเอง ด้วยเครื่องดื่มที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย และมีการตีความกันว่าน่าจะเป็นการจับมือจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เพื่อเขี่ยให้พรรคก้าวไกล เป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นไปได้
จากวันนั้นถึงวันนี้ ทำให้ทัวร์ลงมายังพรรคเพื่อไทย ตามมาด้วยอาการแปลกๆ เมื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งยกเลิกการประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลเสียงข้างมาก จากเดิมที่นัดหารือที่พรรคเพื่อไทย ในเวลาบ่าย 2 วันที่ 25 ก.ค. และเลื่อนมาหารือที่รัฐสภาในเวลาบ่าย 3 โมง แต่ท้ายสุดก็ต้องยกเลิกไปในที่สุด อ้างว่าการหาคะแนนเสียงสส.-สว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบ 3 ในวันที่ 27 ก.ค. ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร
การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ต้องได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกบีบด้วยเงื่อนไขไฟต์บังคับในการเข้าร่วมรัฐบาลจะต้องไม่มีพรรคก้าวไกล และอย่าแตะต้องมาตรา 112 เป็นอันขาด ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกลทั้งสิ้น กับโจทย์ใหญ่ ”มีก้าวไกล ไม่มีเรา” แล้วทางออกของพรรคเพื่อไทย จะทำอย่างไรต่อไป เพราะพรรคก้าวไกล ไม่ยอมถอยง่ายๆ ไปเป็นฝ่ายค้าน ยังคงยึดมั่นจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคการเมือง ตามเจตจำนงของประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
...
จากการตั้งข้อสังเกตสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นของ ”รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส” คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ชี้ว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทย ทำเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ ในการเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาที่พรรค โดยให้เหตุผลเพื่อหาเสียงสนับสนุนโหวตนายกรัฐมนตรี แต่บรรดาพรรคต่างๆ ออกมาบอกว่า ไม่เอาพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่มีสาระอย่างอื่น เหมือนเป็นกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทย ในการยืมปากพรรคอื่นว่าการจัดตั้งรัฐบาลมีอุปสรรค ให้ช่วยออกมาประณามพรรคก้าวไกลในเรื่องมาตรา 112 เพื่อให้ถอยออกจาก 8 พรรคร่วม และถ้าถอย ทางพรรคเพื่อไทยก็จะจับมือกับพรรคอื่น
แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าใครจะปล่อยมือก่อน ถ้าพรรคก้าวไกลปล่อยก่อน ความชอบธรรมก็มาอยู่ที่พรรคเพื่อไทย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทย บอกให้พรรคก้าวไกลออกไป ความชอบธรรมก็อยู่ที่พรรคก้าวไกล ก็ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียหาย ดังนั้นพรรคเพื่อไทย ต้องพยายามทำให้พรรคก้าวไกล ออกมาสื่อสารว่าออกจาก 8 พรรคร่วม ซึ่งเป็นเกมไม่ซับซ้อนอะไร ใครๆ ก็ดูออก และพรรคก้าวไกล ก็ใช้กลยุทธ์ยืนยันจับมือแน่น โดยไม่สะบัดมือออกจากพรรคเพื่อไทย จนกลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทย ต้องลงมือเอง หลังจากยืมมือเพื่อนแล้วไม่สำเร็จ
“เมื่อเพื่อไทยต้องลงมือตัดสัมพันธ์กับก้าวไกล ให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จากพรรคเสรีรวมไทย ออกมาพูดว่าไม่เอาเอ็มโอยูทั้งหมด เป็นเกมไม่ซับซ้อนเท่าไรที่เพื่อไทย จะไปข้ามขั้ว ถ้าทำก่อน ก็จะขาดความชอบธรรม เพราะก้าวไกล เป็นพรรคอันดับ 1 กลายเป็นปัญหาของเพื่อไทย ไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อให้เมียหลวง ยอมออกจากบ้าน ก็เอาเมียน้อยเข้าบ้านไม่ได้ และวันนี้ถ้าจะเซฟเพื่อไทย จะต้องจับมือกับก้าวไกลต่อไป ไม่ว่าจะหวานอมขมกลืนอย่างไรก็ตาม เพราะว่าเสียงประชาชนให้มาอย่างนี้”
สูตรตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว สุ่มเสี่ยงซ้ำรอยพฤษภามหาโหด
ทางออกของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล มี 3 สูตร เริ่มจากสูตร 1 สูตรยอดนิยมเป็นสูตรมหาชน จากการจับมือแน่นของ 8 พรรคร่วม และโหวตนายกรัฐมนตรีไปเรื่อยๆ ให้ครบ 10 เดือน จนกว่าสว.จะหมดวาระ ส่วนสูตร 2 มีการดึงพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วม ซึ่งมี 71 ที่นั่ง มารวมกับเสียง 312 ที่นั่งของ 8 พรรคร่วม โดยเจรจากันหลังบ้านว่าจะให้พรรคก้าวไกลถอยอย่างไร เพราะหากเอาจริงๆ แล้ว พรรคการเมืองทั้งหลายโดนสะกดหมู่ให้ไม่เอามาตรา 112 หากอยู่หน้าฉาก อาจได้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาร่วมรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ เกือบ 400 เสียง โดยไม่ต้องพึ่งสว. และสูตร 3 ข้ามขั้ว ไม่มีพรรคก้าวไกล ดึงพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมรัฐบาล
...
“ถ้าสูตรข้ามขั้วแบบนี้ เพื่อไทยต้องตอบคำถามตามหลอนว่าก่อนเลือกตั้งบอกว่าจะไม่เอาลุง ไม่เอา 3 ป.ไม่ใช่หรือ แต่วันนี้ดึงข้ามมาอยู่ด้วยกัน แม้จะเหลือป.เดียวก็ตาม จะบอกบรรดามวลชนที่เลือกเพื่อไทยอย่างไร แม้ตั้งรัฐบาลได้ แต่ฉากทัศน์นี้น่ากลัว เพราะมวลชนจะไม่ทน จะออกมาบนถนนเหมือนวันที่สุจินดา คราประยูร ตระบัดสัตย์ จนเกิดเหตุพฤษภามหาโหด ปี 35 มีคนตายหลักร้อย คนจะออกมาต่อต้านถ้าเพื่อไทยไม่รักษาคำพูด กลืนน้ำลายตัวเอง ก็จะสุ่มเสี่ยงคนลงถนน เศรษฐกิจก็จะไม่ไหวเดินไม่ได้”
ยกตัวอย่างกรณีม็อบ “กปปส.” ปิดกรุงเทพฯ นาน 1 ปี จนเศรษฐกิจเดินไปไม่ได้ และต่อมามีการรีบร้อนใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง แต่ผ่านไป 6 ปี ไม่สามารถแก้ได้ กลายเป็นมรดกของคสช. ไม่สามารถปิดสวิตช์สว.ได้ จนเป็นเดตล็อกให้กับการเมืองไทยในที่สุด.