พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกล จะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หรือไม่? ต้องลุ้นอีกครั้งในการโหวตรอบสอง วันที่ 19 ก.ค.นี้ อาจเป็นการชี้ชะตาครั้งสุดท้าย หลังโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน อีกทั้งฝ่าย ส.ส. ขั้วอำนาจเดิม รวมถึง ส.ว. ได้ออกมาคัดค้านไม่สามารถเสนอชื่อพิธา ซ้ำได้อีก อ้างว่าญัตติพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธาได้ตกไปแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อที่ 41
หลายอุปสรรคที่พิธา กำลังเผชิญมีโอกาสสูงทำให้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน และผลการโหวตรอบสอง คงไม่ต่างกับรอบแรกอย่างแน่นอน ท่ามกลางกระแสข่าวอาจได้นายกฯ ส้มหล่น และมีการพูดถึงสูตรรัฐบาลข้ามขั้วอีกด้วย ในช่วงสถานการณ์การเมืองไทยมีโอกาสพลิกผันได้ตลอดเวลา แม้แต่เทวดาก็คงคาดเดาได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในเร็วๆ นี้ หรือดีลลับอาจมีจริงในการเล่นเกมตามแผนสับขาหลอก เพื่อโดดเดี่ยวพรรคก้าวไกล ให้ไปเป็นฝ่ายค้านก็ได้
โหวตนายกฯ รอบสอง ทดสอบต่อมคุณธรรม ส.ว.
19 ก.ค.นี้ คงต้องจับตาดูท่าทีของ ส.ว. จะมองข้ามฉันทามติของมวลมหาชนเสียงส่วนใหญ่ ไม่ให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกหรือไม่ จนถูกล่าแม่มด ถูกคุกคามลามไปถึงครอบครัวและธุรกิจของ ส.ว. และเป็นอีกครั้งจากออกมาพูดของ “รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส” คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ได้ย้ำว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รอบสอง เป็นการทดสอบต่อมคุณธรรมของ ส.ว. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนแค่ไหน เพราะ 25 ล้านเสียง ถือเป็นฉันทามติให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี
...
“ส.ว.ต้องยึดมติมหาชน ทำให้บ้านเมืองไปต่อได้ ไม่ใช่ไปทำหน้าที่ตรวจสอบเสียงประชาชน 25 ล้านเสียง ไปมีปัญหากับประชาชนที่เลือกพิธา ว่าไม่มีคุณภาพ จึงไม่รับรองให้เป็นนายกฯ ถามว่าใช่หน้าที่หรือไม่ แต่ ส.ว.มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ และรัฐบาล คิดว่าการโหวตรอบสอง ก็น่าจะทรงอย่างแบด มี ส.ว.ตัวตึง ออกมาสกัดตั้งแต่ต้นว่าอาจมี ส.ว.ไปรับกล้วยแล้วมาโหวต มีการให้ข่าวว่าอาจมี ส.ว.โหวตเพิ่มให้พิธา เพราะไปรับกล้วย และตัวเองไม่โหวตก็ออกมาให้ข่าว ซึ่งไม่ควรทำตัวอย่างนี้ เพราะ ส.ว.เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีวัยวุฒิที่สูงกว่า”
เมื่อมีการคาดเดากันว่าพิธา อาจไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้พรรคก้าวไกล ออกมาประกาศอย่างชัดเจนและถอยอย่างมีเชิง ในการให้พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นการแสดงสปิริตของพรรคก้าวไกล ตราบใดที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จับมือกันแน่น ทำให้ ส.ว.ไม่มีทางสกัดได้ เพราะ 8 พรรค ยืนยันจะจับมือเป็นรัฐบาลร่วมกัน ซึ่ง ส.ว.ไม่ควรมีข้ออ้างใดๆ จะไม่โหวตให้ เพื่อการจัดตั้งรัฐบาล และไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ว.
ทำได้โหวตนายกฯ ไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.หมดวาระ
หรือแม้พรรคเพื่อไทย จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน หรือ ชัยเกษม นิติสิริ แต่ถ้า ส.ว.ไม่โหวตให้อีก ก็ต้องมีการโหวตไปเรื่อยๆ จนกว่าส.ว.จะหมดวาระในเดือน พ.ค. ปีหน้า และสุดท้ายแล้วการเสนอที่ประชุมรัฐสภาทำการพิจารณานายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ญัตติตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อที่ 41 แต่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จนสำเร็จ ซึ่งการไปเรียกว่าเป็นญัตติมาตั้งแต่ต้นทำให้คนสับสน และมาตรา 272 ระบุว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา จะต้องเกิน 374 เสียง เป็นเรื่องต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภา สามารถวินิจฉัยได้ว่าไม่ใช่ญัตติ
“หากคุณเศรษฐา ได้เป็นนายกฯ แทนพิธา ก็ไม่ใช่นายกฯ ส้มหล่นแน่นอน เพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคร่วม ไม่ว่าจะก้าวไกล หรือเพื่อไทย เป็นไปตามเสียงข้างมากของมหาชน แต่ถ้าส้มหล่น หรือทุเรียนหล่น ไปที่อนุทิน ชาญวีรกุล หรือลุงป้อม จะทำให้ ส.ว.ถูกประชาชนมองว่าเป็นจำเลยของสังคม พรรคของอนุทิน มี 71 เสียง ส่วนของลุงป้อม 40 เสียง ต่อให้รวมกันหรือรวมไทยสร้างชาติมารวมด้วย หรือตั้งรวมได้ 188 เสียง ก็ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หาก ส.ว.เลือกไป ก็ต้องตอบคำถามกับประชาชนให้ได้ ว่า 188 เสียง จะบริหารประเทศได้อย่างไร เพราะคงไม่ถึง 250 เสียง คงไม่มีงูเห่าเข้ามาง่ายๆ จะยิ่งสร้างวิกฤติให้กับประเทศชาติ”
...
ส.ว.ต้องรับผิดชอบ หากโหวตรัฐบาลเสียงข้างน้อย
หากเป็นเช่นนี้ทาง ส.ว.ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่โหวตเลือกรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่กลับไปโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่มีใครยอมรับทั้งสิ้น จนกลายเป็นจำเลยของสังคม เพราะประชาชนเลือกเสียงข้างมากมาให้ ส.ว.โหวต ถือว่า ส.ว.เป็นตัวแปรสำคัญในการให้ประเทศไปต่อได้ และคนสร้างวิกฤติ ก็คือ ส.ว. ซึ่งพรรคก้าวไกล มองได้ขาด ต้องไปแก้มาตรา 272
เพราะหากเข้าวาระที่ 1 แล้ว มีการแปรญัตติใช้เสียงเต็มสภา โหวตปิดสวิตช์ส.ว.ไม่ให้มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็โหวตวาระ 3 เมื่อผ่านสภาฯ ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ และมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นแนวทางหาทางออกให้กับการเมืองไทย หาก ส.ว. ไม่ต้องการแบกรับภาระการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องปลดความรับผิดชอบนี้ออกไป ในการร่วมโหวตแก้ไขมาตรา 272 วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ
“หากใครไม่โหวต ก็รับผิดชอบกันเอาเอง เมื่อไม่ทำอะไรสักอย่าง ถามว่าตกลงกินเงินเดือนของใครอยู่ ไม่ยอมทำหน้าที่ อยากบ่นไปถึง ส.ว.ที่ไม่ทำโน่นทำนี่ แต่กินเงินเดือนประชาชน ถ้าไม่โหวตให้พิธา และไม่โหวตแก้มาตรา 272 จะไม่ทำอะไรสักอย่างให้กับประชาชนเลยหรือ”
ในการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบสอง คิดว่าจะไม่วุ่นวาย เพราะพิธา ประกาศว่าถ้าไม่ผ่านโหวต จะให้พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในครั้งต่อไป ยกเว้นว่าพรรคเพื่อไทย มีการเสนอชื่อแข่งขัน ในการโหวตรอบสอง หรือพรรคขั้วอำนาจเดิมอาจเสนอลุงป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะ ส.ว.ทั้ง 250 คน ถูกตั้งมาจาก ”2 ลุง” ก็น่าจะเทคะแนนให้ แต่จะสร้างวิกฤติให้กับประเทศชาติ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
หรือหากจะมีสูตรรัฐบาลข้ามขั้ว ต้องรอดู 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จะแตกแยกหรือไม่ หากจับมือกันแน่นก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น หรือถ้าพรรคเพื่อไทย ข้ามขั้วไปจัดตั้งรัฐบาล ก็จะเกิดวิกฤติแน่ๆ จนพรรคเละได้รับผลกระทบ หากไปจับมือกับคนที่ประชาชนไม่ได้เลือก เหมือนกับประชาชนตั้งความหวังมา แล้วทำให้ผิดหวังอย่างแรง ถือเป็นการหักหลังประชาชนที่มีความหวังต่อพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทำให้ประชาชนจดจำ จนอาจทำให้พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้.
...