โค้งสุดท้ายก่อนโหวตนายกฯ คนที่ 30 ท่ามกลางการลุ้นเสียง ส.ว. ที่ลงคะแนนเสียงให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุด กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ของพิธา จากกรณีถือครองหุ้นสื่อไอทีวี และให้ชี้แจงกรณีการร้องเรียนเรื่อง การแก้ไขมาตรา 112 ภายใน 15 วัน จึงต้องมาลุ้นว่า การโหวตนายกฯ ครั้งนี้ ข้อครหาต่างๆ จะมีผลต่อการโหวตของ ส.ว. หรือมีเกมซ่อนเงื่อน ที่รอวันเช็กบิล หลังจากนี้

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์แนวทางเลือกนายกฯ คนที่ 30 และขวากหนามที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องฝ่าด่านต่อจากนี้ กับทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ว่า จากท่าที กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ของพิธา เรื่องถือครองหุ้นสื่อไอทีวี ถือเป็นการปลดล็อกความคาดหวังของสังคม ที่มีต่อพรรคก้าวไกล ถ้ามีการพิจารณาคุณสมบัติกันตามจริงก็เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ แต่อีกมุมหนึ่งถ้านำไปใช้เป็นข้ออ้าง ในกลุ่มของ ส.ว. ว่าอย่างไรคุณพิธา ก็ไม่รอด ไม่ควรโหวตให้เป็นนายกฯ จะถูกประชาชนมองว่าเป็นการจัดตั้ง เพื่อขัดขวางไม่ให้ ก้าวสู่อำนาจสูงสุด และต้องระมัดระวัง เพราะมีกลุ่ม ส.ว. ที่พยายามอ้างเหตุผลนี้อยู่

...

“ต้องยอมรับว่า มีกลุ่ม ส.ว. ที่เคลื่อนไหว รอสถานการณ์นี้ เพื่ออ้างเหตุผล ไม่ให้ ส.ว. คนอื่นๆ โหวตให้พิธา เป็นนายกฯ อยู่ ซึ่งถ้ามองคะแนนเสียงของ 8 พรรคร่วม ไม่มีความน่าเป็นห่วง เพราะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับ ส.ว. หลายคนยังไม่มีความชัดเจนในการโหวตเลือกนายกฯ แต่ถึงอย่างไร ถ้ามีความชัดเจนในหลักการของประชาธิปไตย โดยฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักก็จะไม่ถูกประณามจากสังคม”

ที่ผ่านมามีคนตั้งข้อสังเกตถึงขบวนการขัดขวางพิธา ว่าอาจมีขบวนการอยู่เบื้องหลัง ทั้งองค์กรอิสระ และสมาชิกในสภาฯ โดยช่วงเวลานี้ถือเป็นรอยต่อสำคัญ ที่จะแสดงให้เห็นถึงความชัดเจน ลบข้อครหาต่างๆ ของประชาชน

การโหวตนายกฯ ครั้งนี้ค่อนข้างคาดเดายาก เป็นสิ่งที่คนติดตามการเมืองมาหลายสิบปีไม่เคยเจอมาก่อน พรรคก้าวไกล ก็มั่นใจว่ามีเสียงสนับสนุนเพียงพอ โดยพยายามออกพบปะประชาชน เพื่อสร้างความชอบทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็น ขณะที่ ส.ว. ถือเป็นตัวแปรสำคัญ หากมั่นใจในตัวเลขที่ไม่สนับสนุนให้นั่งตำแหน่งนายกฯ ไม่ควรออกมาเพิ่มข้อหาให้กับคุณพิธา แบบรายวัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่ม ส.ว.ค่อนข้างเสียงแตก จนไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามีเสียงไม่สนับสนุนจำนวนเท่าไร อย่างแท้จริง

ส่วนตัวมองว่า คะแนนโหวตให้คุณพิธา เป็นนายกฯ ยังไม่ถึง 376 เสียง เพราะดูจากบรรยากาศทางการเมืองชั่วโมงนี้ ถูกใช้เป็นข้ออ้าง ทั้งที่จริงควรจะตอบรับในหลักการโหวตให้เป็นนายกฯ แล้วค่อยพิจารณาเรื่องขาดคุณสมบัติภายหลัง เพื่อให้การเมืองในภาพรวมขับเคลื่อนไปได้ ดีกว่าที่พอจะเริ่มต้นก็ล้มเหลวทันที และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จบสิ้น

อีกมุมหนึ่ง ถ้าการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตนายกฯ วันที่ 13 ก.ค.นี้ คุณพิธา ฝ่าด่านต่างๆ ไปได้ จนได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ การพิจารณาการขาดคุณสมบัติตามการกล่าวหาต่างๆ ถือเป็นกระบวนการพิจารณาที่ยอมรับได้ เพราะถ้าคนที่ไม่เห็นด้วย แล้วแยกอคติออกจากหลักการ จะทำให้ประชาชนยอมรับได้มากกว่า แรงเสียดทานจากการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล จะลดลง

“การที่คุณพิธา ได้เป็นนายกฯ แค่เดือนเดียว หรือชั่วโมงเดียว เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในหลักการ แต่ไม่ใช่ว่าขัดขวางทุกวิถีทาง ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ทำให้มีความอันตรายมากกว่า ในท่ามกลางการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ ที่อาจเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงได้ในอนาคต”.

...