กลายเป็นอีกดราม่าในวงการตำรวจ หลังมีการสะท้อนภาพความน้อยเนื้อต่ำใจในอาชีพของตำรวจชั้นประทวน กว่าจะได้ติดดาวเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรนั้นยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน และยิ่งมีข่าวสิบตำรวจหญิงรายหนึ่ง ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจไม่ถึง 3 ปี กลับได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร แบบก้าวกระโดด 2 ชั้นยศ จากร้อยตำรวจตรีหญิง มาเป็นร้อยตำรวจเอกหญิง
ข้อเท็จจริงตามที่ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงเนื่องจากเข้ารับการอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือหลักสูตร กอส. ในปี 2564 และตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ.2554 ข้อ 8.2.8 กำหนดให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับยศสูงขึ้น ต้องครองยศตามจำนวนปีที่รับราชการ ยกเว้นผู้ที่บรรจุในคุณวุฒิปริญญาโท ให้รับราชการในชั้นยศร้อยตำรวจตรี 1 ปี ร้อยตำรวจโท 1 ปี กระทั่งได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกหญิง
ขณะที่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งบรรจุจากบุคคลภายนอก หรือโอนข้าราชการ ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการตำรวจ หรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องมีคุณสมบัติเป็นทายาทตำรวจ ผู้มีวุฒิปริญญาสาขาต่างๆ หรือเป็นบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ เช่น นักกีฬา หรือผู้มีวุฒิปริญญาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน เช่น นายแพทย์ ในโรงพยาบาลตำรวจ ตำรวจน้ำ ที่รับโอนมาจากทหารเรือ นักวิทยาศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นๆ ที่ขาดแคลน ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
...
แม้มีการยืนยันว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง ตามกฎ ก.ตร. แต่ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักสูตร กอส. น่าจะเป็นช่องว่างในการปูทางให้กับคนดัง ลูกหลานไฮโซ คนนามสกุลดังในสังคม ได้ติดยศเป็นนายร้อยตำรวจ เพียงแค่เข้าอบรมใช้เวลาเพียง 17 สัปดาห์กับอีก 4 วัน เพื่อเรียนภาควิชาการ 16 สัปดาห์ ภาคสนาม 1 สัปดาห์ 4 วัน ซึ่งประกอบไปด้วยวิชาพื้นฐาน 330 ชั่วโมง และวิชาเฉพาะ 170 ชั่วโมง
หรือสมควรยกเลิกหลักสูตร กอส. เพื่อตัดปัญหาตั๋วช้าง ในการเข้าสู่วงการตำรวจระดับสัญญาบัตร แต่ “ศาสตราจารย์ พล.ต.ท.พิศาล มุขแจ้ง” อดีตอาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และรองนายกสมาคมพนักงานสอบสวน กลับบอกว่า จริงๆแล้วหลักสูตรนี้ เป็นหลักสูตรสำคัญ แต่เนื่องจากกระบวนการที่ผ่านมาไม่ได้คัดกรองบุคคลในสาขาวิชาที่ขาดแคลนจริงๆ ควรต้องมีการจำแนกสหวิชาชีพที่ขาดแคลน ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมีชีวะ หรือในส่วนกองบิน ก็ต้องการสาขาวิศวกรรมอากาศยาน หรือกองโยธาฯ ต้องการสาขาสถาปนิกฯ และหลายๆ ศาสตร์มาช่วยกันทำงาน รวมถึงด้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
“จนนิติศาสตร์อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาช่วยหน่วยงานตำรวจ และการเรียนหลักสูตร กอส. จะต้องให้ความรู้พื้นฐานของตำรวจ ในเรื่องระเบียบวินัย ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรฐานเดียวกัน ในการอุทิศตนทำงานอย่างเต็มที่ แม้เวลาอบรมอาจสั้นไปเพียง 3 เดือน ไม่ใช่เอาลูกไฮโซเข้ามาเรียนก็จะเละ แต่ถ้าเป็นบุคคลในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ก็ต้องรับเข้ามา หากเป็นคนเก่งคนดี เหมือนผู้ใหญ่ต้องการคนให้มาช่วยงาน ก็ไม่มีใครว่า ”
การรับบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นตำรวจ ทางหน่วยงานต่างๆ ต้องตรวจสอบว่าเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นจริงๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาอย่างโปร่งใส หรือฝ่ายสารนิเทศ ต้องการผู้จบสาขานิเทศศาสตร์ จะต้องพิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่ ซึ่งผู้มีอำนาจระดับผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาว่าเป็นธรรมหรือไม่กับผู้ใต้บังคับบัญชา หากการรับบุคคลเข้ามาจะต้องตั้งใจทำงาน อุทิศตนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในส่วนตำรวจชั้นประทวน จะต้องปรับตัวเองในการเรียนวุฒิปริญญาตรีในสาขาที่ขาดแคลน และต้องรับเฉพาะบุคคลภายในที่มีประสบการณ์ หากเป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวน เรียนจบวุฒินิติศาสตร์ ควรเปิดโอกาสในเรื่องตำแหน่ง หรือหากหน่วยงานต้องการบุคลากรจากภายนอกจริงๆ ก็ต้องอบรมหลักสูตร กอส. ซึ่งการรับสมัครต้องกำหนดเงื่อนไข เช่น ต้องทำงานอย่างน้อยกี่ปี และถ้าลาออกต้องเสียค่าปรับ นอกจากนี้ต้องมีการตรวจสอบประวัติและความประพฤติอย่างเข้มข้น ไม่มีพฤติกรรมเสื่อมเสีย อย่างประเทศเยอรมนี หากมีปัญหาทางการเงิน จะไม่รับเข้าทำงาน
...
“ผู้บังคับบัญชา ไม่ควรปล่อยปละละเลย ต้องตรวจสอบเมื่อรับเข้ามา เพราะรับเงินเดือนหลวงแล้ว ต้องทำงานให้คุ้มค่า ไม่เช่นนั้นจะทำให้สังคมตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ อาจทนไม่ไหว กระทบต่อขวัญกำลังใจ แม้ไม่ได้ทำหน้าปราบปรามคนร้าย แต่ต้องมีจิตวิญญาณในอาชีพที่ไม่ใช่แค่เครื่องแบบ อย่างหลายคนผ่านการอบรมหลักสูตร ได้ทำงานมาเป็นอย่างดี ด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในอุดมการณ์ของตำรวจ จนเติบโตในอาชีพ อย่าทำให้หลักสูตรเสียหาย ทำให้คนดีๆ เดือดร้อนไปด้วย”