นับจากหลังเลือกตั้งประมาณ 3 เดือน ระหว่างรอกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน จากนั้นจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วัน เพื่อเลือกประธานสภาฯ และเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หากพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนส.ค.นี้
ก่อนจะถึงวันนั้นพรรคก้าวไกล ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ร่วมกับ 7 พรรคการเมือง ประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย เพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ ได้เซ็นเอ็มโอยูร่วมจัดตั้งรัฐบาล จากผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการมีส.ส. รวมกัน 313 เสียง ถือเป็นเสียงรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แม้ขณะนี้ยังไม่ได้แบ่งกระทรวงกันอย่างชัดเจน
แต่มีรายงานว่าทางพรรคก้าวไกล ต้องการกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา แรงงาน และดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ เช่น นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวัน ปฏิรูปกองทัพ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนพรรคเพื่อไทย ต้องการกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ดูแลการคลัง พาณิชย์ พลังงาน คมนาคม และอุตสาหกรรม อาจเป็นเพียงการพูดคุยยังไม่ลงรายละเอียดในการแบ่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี และจะต้องรอให้พรรคก้าวไกลสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เสียก่อน
...
ก้าวไกล-เพื่อไทย มองต่างแบ่งงานคุมกระทรวง
หากนำนโยบายหาเสียงของ 2 พรรคหลัก ระหว่างพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย มากางดูเพื่อวิเคราะห์ถึงสูตรแบ่งเค้กคุมกระทรวงสำคัญๆ ของทั้ง 2 พรรค เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น หากได้เป็นรัฐบาล “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า วิธีการแบ่งงานในการคุมกระทรวงจากความคิดของพรรคก้าวไกล จะไม่พิจารณาแบ่งแยกเป็นกระทรวงเกรดเอ เกรดบี และเกรดซี แต่มองในเชิงยุทธศาสตร์ แตกต่างกับพรรคเพื่อไทย มีการจัดเกรดกระทรวง ซึ่งอาจทำให้การแบ่งงานลงตัวยาก
เมื่อมาพิจารณาในส่วนพรรคก้าวไกล ต้องการคุมกระทรวงด้านความมั่นคง ไม่ว่ากลาโหม ในการปฏิรูปกองทัพ ต้องการมหาดไทย ในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และในเรื่องม.112 เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงภายใน ขณะที่อีกส่วนเป็นนโยบายเศรษฐกิจ จะทลายทุนผูกขาดเพื่อลดค่าครองชีพ เป็นโจทย์ที่พรรคก้าวไกลต้องการ
ส่วนพรรคเพื่อไทย มีนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ก็ต้องการกระทรวงการคลัง และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อย่างเช่นคมนาคม จะต้องมีการต่อรอง และมุ้งสามมิตรในพรรคเพื่อไทย ต้องการกระทรวงอุตสาหกรรม และพลังงาน ทำให้มองว่ามีการทับซ้อนกันหลายกระทรวงกับพรรคเพื่อไทย ส่วนกระทรวงอื่นๆ จะตกไปของพรรคขนาดเล็ก เช่น พรรคประชาชาติ คุมกระทรวงวัฒนธรรม และเสรีรวมไทย คุมตำรวจ
“การแบ่งงานกระทรวงเป็นโจทย์ใหญ่ระหว่างก้าวไกล กับเพื่อไทย ถ้าเพื่อไทยไม่ได้คุมกระทรวงหลัก อาจจบเกมไปเลย เพราะเพื่อไทย จะต้องคุยกับมุ้งต่างๆ ในพรรค ส่วนก้าวไกลสามารถคุยได้ในระดับพรรค ไม่มีปัญหา ยังไม่รวมถึงเรื่องเสียงส.ว.ในการโหวตนายกฯ และมาเจอสถานการณ์ของพรรคร่วมรัฐบาล อาจส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลของก้าวไกล ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น จะเกิดขึ้นช่วงกกต.รับรองผลเลือกตั้ง และช่วงโหวตนายกฯ”
การร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในขณะนี้มีเพียงการพูดคุยเจรจาต่อรองและเซ็นเอ็มโอยูในวันจันทร์ที่ 22 พ.ค.นี้ ซึ่งมองว่าเวลากระช้ันชิดเกินไป และคิดว่าเอ็มโอยูคงมีรายละเอียดแบบกว้างๆ เพราะไม่เช่นนั้นจะเดินหน้าต่อยาก คาดว่าในเอ็มโอยูจะมีการระบุถึงการสนับสนุนพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการยึดระบอบประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หากลงลึกจะเป็นการผูกมัด และท้ายสุดพรรคก้าวไกลจะเสียเปรียบ
60 วัน ระวังเหตุพลิกเกม ได้นายกฯ ไม่ตรงปก
ต่อจากนี้อาจมีปัจจัยพลิกผันได้ในช่วงโหวตนายกรัฐมนตรี และช่วงกกต.รับรองผลการเลือกตั้ง จะทำให้ตัวเลขที่นั่งส.ส.เปลี่ยน จนทำให้สมการทางการเมืองเปลี่ยนไปได้ และการเคลียร์มุ้งต่างๆ ซึ่งดูเหมือนเป็นพวกเดียวกันแต่คนละพวกในพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีการต่อรองทางการเมือง มีบางมุ้งอาจไปต่อรองกับส.ว.เพื่อสร้างข้อต่อรองกับพรรคก้าวไกลในการโหวตให้กับพิธา และประการสุดท้ายหากทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านจริง จะเป็นช่วงจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อพอดีประมาณกลางเดือนก.ค. และอาจใช้ม.112 เป็นเครื่องมือ อย่างที่เห็นสัญญาณจากพรรคภูมิใจไทย ประกาศไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตนายกรัฐมนตรีให้
...
“ถ้ามีชื่อพิธา เข้าสู่การโหวต ท้ายสุดอาจจะเห็นการอภิปรายเรื่องม.112 ในสภา แทนที่จะอภิปรายเรื่องนายกฯ ทำให้เสียงพรรคร่วมแตกได้ อาจมีส.ว.เข้ามาร่วมด้วย จากที่มี 3 กลุ่มเป็นกลุ่มที่โหวตให้พิธา กลุ่มที่ 2 คว่ำพิธา และกลุ่มที่ 3 โหวตโน หรือพวกปิดสวิตช์ตัวเอง ซึ่งกลุ่มนี้อาจมากกว่ากลุ่มที่ 1 อาจเกิดการพลิกเกมได้ เปิดทางให้เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าวันนี้ในแง่ความชอบธรรม ต้องฟังเสียงพรรคอันดับ 1 ฟังเสียงก้าวไกล แต่ในแง่ความเป็นจริง ยังอีกยาวไกล เพราะการเมืองไม่ได้เป็นเส้นตรง มีอะไรไม่แน่นอน หรืออาจมีอะไรสุดโต่งเกิดขึ้นก็ได้”
หรือ ณ วันนี้ ยังไม่กล้าผลักพรรคก้าวไกล และยังฟังเสียงประชาชน แต่ในอีก 60 วันข้างหน้า ก็ไม่น่าไว้ใจ อาจมีการพลิกเกมได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการแยกส่วนระหว่างการเลือกตั้ง กับการจัดตั้งรัฐบาล และเมื่อถึงวันนั้นจริงๆ ประชาชนคนไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีไม่ตรงปกก็ได้.