ต้องติดตามกันต่อไปกับอนาคตของน้ำบาดาลรสซ่าติดลิ้นคล้ายโซดา ในพื้นที่ ต.นาเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ของข้าราชการบำนาญวัย 62 ปี ภายหลัง สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 7 กำแพงเพชร ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบเก็บตัวอย่างน้ำในบ่อบาดาล และพบว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกับน้ำแร่ฝรั่งเศส จนสร้างความฮือฮาให้กับคนในพื้นที่ อาจเหมือนกับน้ำแร่รสโซดา พื้นที่ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ก็ได้
จากการตรวจสอบพบว่ามี PH หรือค่าความเป็นกรดด่าง อยู่ที่ 6.2 มีปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนต 120 มิลลิกรัมต่อลิตร ไบคาร์บอเนต 600 กว่ามิลลิกรัมต่อลิตร และมีความกระด้าง 530 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนค่าแมงกานีสสูง 0.6 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มจะต้องไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือต้องผ่านการกรองให้ค่าแมงกานีสเป็นศูนย์ จึงจะสามารถดื่มบริโภคได้ และระหว่างนี้เจ้าของพื้นที่เตรียมนำตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อแยกสารประกอบของน้ำ ก่อนนำมาต่อยอดทำประโยชน์
เมื่อปี 2564 เคยพบแหล่งน้ำแร่รสโซดา พื้นที่ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลยืนยันคุณภาพน้ำแร่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีการเพิ่มความซ่าด้วยการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในน้ำที่ผ่านการกรองอย่างถูกหลักอนามัย ก่อนนำมาบรรจุใส่ขวดแก้ว ขนาด 270 มิลลิลิตร แจกฟรีให้กับประชาชน พร้อมพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จนเป็นข่าวโด่งดังมาแล้ว แต่ผ่านไปไม่นานกับเงียบเหงากลายเป็นพื้นที่ร้าง และน้ำในบ่อน้ำแร่โซดายังคงพุ่งไม่หยุด โดยไร้เงานักท่องเที่ยว และไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำแร่โซดา
...
ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำน้ำแร่โซดาเทียบเท่าฝรั่งเศส
เพราะการนำน้ำแร่ในบ่อบาดาลมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อบริโภค อาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ “สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย มองว่า จะต้องลงทุนสูง อีกทั้งน้ำในบ่อบาดาลซึ่งอยู่ใต้ดินเป็นสมบัติของชาติ เป็นของ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ของใครก็ตาม และการลงทุนนำน้ำแร่มาทำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขึ้นอยู่กับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะดำเนินการหรือไม่ เป็นการเข้าใจผิดว่าใครก็ได้สามารถทำได้
อีกทั้งน้ำแร่ที่พบอยู่ในพื้นที่เกษตร ไม่ใช่พื้นที่เพื่อการบริโภค และต้องดูว่ามีน้ำปริมาณเท่าใด หรือหากจะนำมาบริโภคจะต้องผ่านการบำบัด เพื่อดูดซับเอาสารต่างๆ ที่เจือปนในน้ำออกมา โดยใช้ปูนขาว สารส้ม กรองด้วยทราย และใส่คลอรีน หากไม่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถนำมาดื่มได้ โดยเฉพาะค่าแมงกานีสและเหล็กที่สูงเกินมาตรฐานจะต้องผ่านการบำบัด เอาอากาศเข้าไปช่วย หรือหากบำบัดแล้ว รสซ่าแบบโซดาอาจหายไปก็ได้
“ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะมาดื่มจากบ่อ มาลองชิมรสชาติ จะต้องตรวจโลหะหนักต่างๆ อย่างละเอียด ทั้งสารหนู ตะกั่ว ปรอท ซิลิเนียม และแคดเมียม ให้เป็นไปตามมาตรฐานน้ำดื่ม ควรต้องไม่มีเลย หรือมีน้อยมาก ต้องตรวจค่าสารละลายว่ามีของแข็งละลายน้ำในปริมาณเท่าใด และเชื้ออีโคไลต้องเป็นศูนย์ หากเป็นแบคทีเรียทั่วๆ ไปต้องไม่เกิน 2.2 MPN ต่อน้ำสะอาด 100 มิลลิลิตร สรุปแล้วการทำน้ำดื่มไม่ได้ทำง่ายๆ”
สำหรับพื้นที่บ่อบาดาลที่ขุด เป็นชั้นหินปูน มีแร่แคลเซียมคาร์บอเนต เป็นองค์ประกอบและอยู่ลึกมากกว่า 15 เมตร จะมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาฯ จะคายความร้อนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา และเมื่อน้ำบาดาลไหลผ่านชั้นหินปูนก็จะรวมตัวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นน้ำรสชาติซ่าแบบน้ำโซดา มีสภาพเป็นกรดอ่อน หากสูบขึ้นมาบนพื้นดินจะทำให้ความดันลดลงกลายเป็นน้ำรสซ่า แต่เบากว่าช่วงที่อยู่ใต้ดิน
...
ระวังโลหะหนัก เตือนประชาชนอย่าเพิ่งดื่มน้ำแร่โซดา
การเปรียบเทียบว่าคุณภาพใกล้เคียงกับน้ำแร่ของฝรั่งเศส คงอาจไม่ขนาดนั้น เพราะน้ำแร่ฝรั่งเศสมีเกลือแร่ครบถ้วน ผ่านการฆ่าเชื้อโรคโดยการใช้รังสียูวี หรือโอโซน และขอเตือนประชาชนอย่าเพิ่งนำน้ำในบ่อบาดาลไปดื่ม หากนำมาดื่มโดยไม่ตรวจสอบคุณภาพ อาจได้รับโลหะหนัก เชื้อโรค หรือความกระด้างที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ จะต้องรอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมาตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อยืนยันคุณภาพของน้ำและประกาศว่าดื่มได้หรือไม่
“หากคุณภาพดีจริง คิดว่าคงประกาศไปแล้ว เพราะค่า PH อยู่ที่ 6.2 ก็ใช้ไม่ได้แล้ว มีความเป็นกรดสูง หากดื่มเข้าไปจะยิ่งกัดกระเพาะ ทำให้เลือดเป็นกรด หากไปเลี้ยงตามเซลล์ จะเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในระยะยาว และเมื่อมีแมงกานีสมาก ก็เป็นอันตรายต่อไตจนเป็นนิ่วได้ ขอเตือนประชาชนอย่าเพิ่งไปดื่ม ให้รอกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ประกาศว่าดื่มได้หรือไม่เสียก่อน หรืออาจจะเงียบไปเหมือนน้ำแร่รสโซดาในพื้นที่ห้วยกระเจาก็ได้”.