• สถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบในวงกว้างและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนเกิดคำถามแล้วเราจะอยู่กันอย่างไร? ในการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้เจ็บป่วย เพราะฝุ่น PM 2.5 นอกจากทำให้ร่างกายเกิดการระคายเคือง แสบตา แสบจมูก เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ จนถึงแน่นหน้าอก และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลงแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด 1.1 เท่าของคนที่ไม่สูบบุหรี่และอยู่ในพื้นที่ที่ปริมาณฝุ่นน้อย

  • ต้นตอของฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดจากการจราจร มากถึง 53% นอกนั้นมาจากโรงงานอุตสาหกรรม 21% และการเผาในที่โล่ง 13% ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ เกิดจากการเผาในที่โล่งและไฟป่า และพื้นที่ภาคใต้ เกิดจากมลพิษข้ามแดน เช่น ไฟป่าในประเทศเพื่อนบ้าน จากปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องมีการควบคุม ทั้งการตรวจจับรถควันดำ การตรวจมลพิษโรงงาน จัดการการเผาและไฟป่า ส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า และการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินคาดการณ์สถานการณ์ PM 2.5 ล่วงหน้า

  • แม้ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกคน แต่ผู้คนอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากันจากความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในการเข้าถึงข้อมูลและความรู้คุณภาพอากาศ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับรู้ข้อมูลระดับมลพิษ และไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม รวมถึงความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันระหว่างเมืองกับชนบท โดยเฉพาะหน้ากาก N95 และเครื่องฟอกอากาศที่มีราคาสูง เนื่องจากภาครัฐให้ความสำคัญกับคนในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่มากกว่าคนในต่างจังหวัด

...

การสูดฝุ่นเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งเฉพาะหน้าและในระยะยาว “รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล” หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบทางเดินหายใจและวัณโรค โรงพยาบาลศิริราช ระบุในการประชุมเชิงวิชาการออนไลน์ เรื่อง “เราจะอยู่กันอย่างไรในช่วงวิกฤติฝุ่น PM 2.5” ว่า การสูดฝุ่นเข้าไปจะทำให้ร่างกายเกิดการระคายเคือง แสบตา แสบจมูก เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ จนถึงแน่นหน้าอก ระบบภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เมื่อได้รับฝุ่นจะมีอาการมากกว่าคนปกติ และทำให้โรคพื้นฐานมีอาการกำเริบ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง ทั้งปอด หัวใจ สมอง และไต จึงไม่ควรออกนอกบ้าน

ฝุ่น PM 2.5 เสี่ยงมะเร็งปอด 1.1 เท่าของคนไม่สูบบุหรี่
ฝุ่น PM 2.5 เสี่ยงมะเร็งปอด 1.1 เท่าของคนไม่สูบบุหรี่

“ผลในระยะยาว เป็นภัยมืดที่เรามองไม่เห็น ทำให้สมรรถภาพปอดถดถอย หัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด ไตเสื่อม และสตรีมีครรภ์จะมีผลให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ผิดปกติเมื่อคลอดออกมา พัฒนาการของปอดและสมองเติบโตไม่สมวัย ทำให้ผู้ใหญ่ของชาติในอีก 10-15 ปีข้างหน้า จะมีปอดที่ไม่แข็งแรง และคนกลุ่มนี้เมื่อแก่ตัวลง อาจจะเป็นภาระต่อระบบสุขภาพของประเทศ และสิ่งที่เรากลัวกันมาก คือ ทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด ซึ่งในต่างประเทศมีข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า คนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่น PM 2.5 สูง มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ”

ข้อมูลจากประเทศไต้หวัน มีการศึกษาของผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่และอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 10 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด ประมาณ 10% หรือ 1.1 เท่าของคนที่ไม่สูบบุหรี่และอยู่ในพื้นที่ที่ปริมาณฝุ่นน้อย

วิธีป้องกันเมื่อต้องสัมผัสฝุ่น PM 2.5

1. ถ้าจำเป็นต้องออกไปอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นสูง ควรใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวหนังให้มากเพียงพอ และใส่หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพ เมื่อกลับเข้าที่พักอาศัย ต้องรีบกำจัดฝุ่นที่ติดค้างอยู่ไม่ให้ดูดซึมเข้าร่างกาย โดยการอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า บางคนที่สัมผัสฝุ่นแล้วมีการแสบจมูก ก็ต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

2. จัดหาอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นในที่พักอาศัย เช่น เครื่องฟอกอากาศ ถ้าไม่มี ควรปิดประตูหน้าต่างกันฝุ่น เปิดพัดลม และใส่หน้ากากป้องกัน

3. การใส่หน้ากากอนามัย โดยหน้ากากอนามัยสามารถป้องกันฝุ่นได้ 50% และหากใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น อาจป้องกันฝุ่นได้ประมาณ 60% ส่วนหน้ากาก N95 ที่สามารถป้องกันฝุ่นได้ 95% นั้น เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่จำเป็นต้องอยู่ข้างนอกหรืออยู่กลางแจ้งตลอดเวลา เช่น บุคคลที่ต้องทำหน้าที่บริการสาธารณะ

4. การออกกำลังกายในช่วงที่ฝุ่นมีปริมาณสูง ควรออกกำลังกายในร่ม และควรเป็นระดับหนักปานกลาง เช่น การวิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ หรือ เต้นแอโรบิก โดยให้มีการทำงานของปอดและหัวใจที่ไม่มากเกินไป

5. พกพาเครื่องวัดคุณภาพอากาศ หรือใช้แอปพลิเคชันรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ แต่แอปฯ อาจมีข้อจำกัดที่ไม่เรียลไทม์และไม่ครอบคลุมในบางพื้นที่ หากระดับ 50-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และระดับ 101-200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ

...

“จราจร” ตัวการหลักฝุ่น PM 2.5 ในกทม.

ขณะที่ “ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล” คณะสิ่งแวดล้อมทรัพยากรและการพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กล่าวถึง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในไทยว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดจากการจราจร 53% โรงงานอุตสาหกรรม 21% และการเผาในที่โล่ง 13% ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ เกิดจากการเผาในที่โล่งและไฟป่า และในพื้นที่ภาคใต้ เกิดจากมลพิษข้ามแดน เช่น ไฟป่าในประเทศเพื่อนบ้าน

หลักการจัดการคุณภาพอากาศวิธีที่ดีที่สุด คือ การจัดการที่แหล่งกำเนิด ผู้ที่สร้างมลพิษจะต้องเป็นผู้ที่จัดการ โดยใช้เครื่องมือทางวิชาการตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยวิธีมาตรฐานพร้อมรายงานผลสู่ประชาชน ทั้งการตรวจวัดมลพิษและบังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษ การจัดทำบัญชีการระบายพิษเพื่อแสดงถึงแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการควบคุมแหล่งกำเนิด เช่น การตรวจจับรถควันดำ การตรวจมลพิษโรงงาน จัดการการเผาและไฟป่า ส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า และการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการในการลดมลพิษ และคาดการณ์สถานการณ์ PM 2.5 ล่วงหน้า

หน้ากาก N95 มีราคาสูง คนในชนบทไม่สามารถซื้อได้ เห็นความเหลื่อมล้ำได้ชัด
หน้ากาก N95 มีราคาสูง คนในชนบทไม่สามารถซื้อได้ เห็นความเหลื่อมล้ำได้ชัด

...

ผลกระทบฝุ่นพิษ คนเมือง-ชนบท ได้รับไม่เท่ากัน

ในอีกแง่หนึ่ง “รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม” ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าทีมยกร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ฉบับเครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย เห็นว่า ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกคน แต่ผู้คนอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากันจากความเหลื่อมล้ำต่างๆ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลและความรู้คุณภาพอากาศ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับรู้ข้อมูลระดับมลพิษ และไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะหน้ากาก N95 และเครื่องฟอกอากาศที่มีราคาสูง และความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท เนื่องจากภาครัฐให้ความสำคัญกับคนในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่มากกว่าคนในต่างจังหวัด

สาเหตุสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ คือ กฎหมายที่มีในปัจจุบันไม่เพียงพอ กฎหมายที่มีอยู่ไม่ทันสมัย ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และปัญหาในเชิงโครงสร้างขององค์กรต่างๆ ที่ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมแบบต่างฝ่ายต่างทำภายใต้กฎหมายแต่ละฉบับที่ให้อำนาจ ซึ่งรากฐานของปัญหาที่เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง คือ ภาครัฐให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

จากนั้น รศ.นพ.นิธิพัฒน์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อประชาชนมีความเข้าใจและตระหนักรู้ในปัญหาฝุ่น PM 2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ รู้จักป้องกันตนเอง และมีส่วนร่วมในการที่จะลดปัญหา ไม่เป็นผู้สร้างแหล่งกำเนิดของฝุ่น มีการบูรณาการของทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว ทั้งการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น และการปรับใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน.

...

ผู้เขียน : ปูรณิมา