หายนะจะรุนแรงหนักหรือไม่ หลังพบว่าท่อบรรจุสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ถูกหลอมกับเศษเหล็กไปแล้ว ในโรงงานหลอมเหล็กในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อาจทำให้รังสีเบตาและแกมมาซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเล็ดลอดออกมาปะปนในอากาศเป็นฝุ่นละเอียดขนาดเล็กพัดไปตามลมในพื้นที่โดยรอบ จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เมื่อรังสีเหล่านี้เข้าไปในร่างกายจนทำลายอวัยวะ ทำลายเนื้อเยื่อของเซลล์ ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งได้สูง
เป็นความจริงที่ต้องยอมรับเมื่อท่อบรรจุสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ถูกหลอมไปแล้ว จากการระบุของ “สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โดยเกณฑ์มาตรฐานค่ารังสีที่ปล่อยออกมาจะต้องมีค่าไม่เกิน 0.15 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง จึงจะมีความปลอดภัยจากรังสีไม่แผ่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต้องไปวัดค่าบริเวณกองเศษเหล็กในโรงงานหลอม แต่ขณะนี้ไม่มีความชัดเจนเรื่องตัวเลขว่ามีค่ารังสีเท่าไร ควรต้องโปร่งใส และอยากให้มีการตรวจสอบวัดค่ารังสีให้ประชาชนได้เห็น
...
“ซีเซียมลอตที่ถูกหลอมไปเป็นอาทิตย์ ก็ปะปนไปกับอากาศไปแล้ว ควรไปตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในน้ำในดิน ส่วนในอากาศ คนก็หายใจไปแล้วในรัศมี 5 กิโลเมตร ภาครัฐต้องเฝ้าระวังสุขภาพของพนักงานและประชาชน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและในอาหาร สัตว์น้ำ พืช ผัก ผลไม้ ที่ปลูกรอบๆ โรงงาน ควรกำหนดพื้นที่วิกฤติสิ่งแวดล้อม เพื่อควบคุมตรวจสอบอย่างน้อย 1-2 ปี ให้แน่ใจว่าไม่มีสารซีเซียมตกค้างปนเปื้อนห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ หากลงไปในน้ำก็เข้าสู่ตัวปลา และคนก็จับปลามากิน”
สูดสารซีเซียม-137 ผลกระทบระยะยาวเสี่ยงเป็นมะเร็ง
ส่วนผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจะเกิดขึ้นในระยะยาว หากรับสารเข้าไปทั้งจากการหายใจและการกิน จนเข้าไปในเซลล์ร่างกาย และเกิดการกลายพันธุ์ หรือมิวเทชัน (mutation) กลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ และบางส่วนของรังสีจะไปกระตุ้นโครโมโซมในยีนให้เปลี่ยนรูป สุดท้ายในระยะเวลา 5-10 ปี อาจก่อมะเร็งได้ในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับการสูดเข้าไปมากหรือน้อย ตามทิศทางลม หากสูดไปมากจะเกิดผลกระทบต่อร่างกายเร็วขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นทางสำนักงานปรมาณูฯ ต้องนำมาเป็นบทเรียนยกระดับความปลอดภัยในการประเมินความเสี่ยงในอนาคต แม้จะมีการบอกประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนก แต่สารซีเซียม-137 ได้ปะปนในอากาศไปแล้ว ทางกระทรวงสาธารณสุขต้องตั้งคลินิกในพื้นที่เสี่ยงและเฝ้าระวัง อีกทั้งโรงงานรีไซเคิลในระยองได้นำฝุ่นแดง 12.4 ตันไปสกัดเป็นธาตุสังกะสีแล้วหรือยัง จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะมีการหลอมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. ซึ่งต้องวัดปริมาณรังสีในน้ำ ในดิน และพืชผักผลไม้ ในพื้นที่ระยองไปด้วย อย่างน้อย 1-2 ปี
...
ผลกระทบจากสารซีเซียม-137 ยังได้ทำให้ผลไม้ในพื้นที่ปราจีนบุรี อย่างมะยงชิด และพืชผักอื่นๆ ขายไม่ออก ถือเป็นบทเรียนจากการทำงานไม่ทันท่วงทีและขาดประสบการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องทำแผนประเมินความเสี่ยงไว้รองรับ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย และต้องเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ หรือมีการเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1-2 ปี รวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพประชาชนในช่วงระยะเวลา 5-10 ปี.