พระพ่นไฟ หวังแสดงฤทธิ์เดชให้ผู้คนศรัทธา มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่คำถามทำไมพระสงฆ์ในยุคนี้ จึงเอาพิธีกรรมนอกรีตนอกรอยลักษณะนี้มาใช้ เพราะนั่นไม่ใช่คำสอนพระพุทธศาสนา และสำนักพุทธศาสนาเคยออกมาเตือนแล้วถึงความไม่เหมาะสม ในการแสดงพฤติกรรมแปลกประหลาดเช่นนี้
แต่ก็เกิดขึ้นอีกจนได้ จากการเผยแพร่คลิปขณะพระอาจารย์อุทัย ฌานุตฺตโม หรือพระอาจารย์ติ๊ก เจ้าอาวาสวัดป่าห้วยลาด ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย ทำการพ่นไฟด้วยการอมน้ำมันก๊าดในปากในพิธีปลุกเสกพระเครื่อง รุ่นเจ้าสัวแสนล้าน และรุ่นเศรษฐีสร้างโบสถ์ ให้กับวัดแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี แต่อาจพลาดเพราะลมตีกลับ จนละอองไฟพุ่งใส่ใบหน้าและเสื้อหนาวที่สวมใส่ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทำเหมาะสมแล้วหรือ
หลังเกิดเหตุการณ์หวิดทำให้ใบหน้าไหม้เกรียม ทางพระอาจารย์ติ๊ก ยอมรับได้ทำพิธีปลุกเสก โดยใช้น้ำมันก๊าดใส่แก้ว จากนั้นอมไว้ที่ปากแล้วพ่นออกมา และบังเอิญลมหวนตีกลับมา ทำให้ไฟตีกลับมาที่ใบหน้าและเสื้อหนาว เป็นเพียงละอองไฟเท่านั้น ทำให้แสบร้อน ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก และการถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นพระอุตริ เป็นความเชื่อของตัวบุคคลห้ามไม่ได้ ต่างคนต่างเห็นต่าง แต่อยากฝากอุทาหรณ์ว่า อะไรที่ทำแล้วก็ทำไป แต่อย่าไปหาทำ
...
ก่อนหน้านั้นในปี 2558 ได้เกิดดราม่าเมื่อพระอาจารย์ติ๊ก เข้าร่วมพิธีถวายมุทิตาจิต อายุวัฒนมงคล 65 ปี พระเทพสารเมธี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าสูง 20 เมตร เพื่อโปรยทานธนบัตรใบละ 20 บาท 50 บาท 100 บาท 500 บาท 1,000 บาท รวมมูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท และลูกแก้วมงคล ให้กับผู้มาร่วมงาน อ้างว่าเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งบรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความอลหม่าน มีประชาชนต่างฮือเข้าแย่งเป็นจำนวนมาก และโชคดีไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ แต่การโปรยทานในลักษณะนั้นได้ถูกมองว่าไม่เหมาะสม
พฤติกรรมของพระอาจารย์ติ๊ก แม้ไม่ถึงกลับอาบัติ แต่ไม่เหมาะสมมากๆ จากการระบุของ ”รศ.ดร.ธวัช หอมทวนลม” นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา เพราะในอดีตกาลสมัยพุทธกาล มีเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และเชน เพ่งพระอาทิตย์ และกำมือไว้จนเล็บงอกแทงเข้าไปในอุ้งมือ แต่ศาสนาพุทธ มองว่าไม่เหมาะสม แม้จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จริงๆ ก็ไม่ควรแสดงออกมา เพราะเป็นอาบัติ ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระดังๆ มีอิทธิฤทธิ์จากการบำเพ็ญบุญบารมี ทำให้ยิงฟันไม่เข้า แต่ไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็น และในแง่ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ส่งเสริมในเรื่องนี้
“ไม่ได้เกิดประโยชน์ในการทำลายกิเลส ทั้งเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์ แม้แต่เทวทัต ไม่ลงรอยกับพระพุทธเจ้า ก็แสดงอภินิหารออกมา เห็นผิดเป็นชอบ แต่พระพุทธเจ้า ไม่ส่งเสริมให้ติดในวัตถุพวกไสยศาสตร์ เพื่อให้คนมาเคารพ ยิ่งทำให้เกิดกิเลสมากขึ้น จนความโลภเข้ามา ติดในลาภยศ เหมือนพระในบ้านเราตอนนี้ อาจไม่อยากแสดงอภินิหาร
แต่ลูกศิษย์ลูกหาให้เน้นเรื่องธุรกิจ มีการให้เช่าท้าวเวสสุวรรณ ตามวัดต่างๆ ซึ่งไม่ดี ทำให้พุทธศาสนิกชนติดในวัตถุ ไม่มีการทำความดี ไม่มีการกราบพระกราบเจ้า จนทุกวัดมีแต่ท้าวเวสสุวรรณ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมในการบนบานศาลกล่าว แต่ให้ปฏิบัติเรื่องคุณความดี เพราะพุทธศาสนาต้องกระทำและปฏิบัติก็จะได้ ไม่ใช่เทวนิยมในการแทนคุณให้”
กรณีการพ่นไฟของพระอาจารย์ติ๊ก เป็นพิธีกรรมนอกรีตในการบูชาไฟ ไม่ว่าจะมีเจตนาใดก็ตาม เพราะเป็นพระต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะไม่แสดงตน โดยเฉพาะพระสายปฏิบัติ ซึ่งในสมัยพระพุทธกาล มีลัทธิบูชาไฟ ทำให้พระพุทธเจ้าต้องออกมาปราบชฎิล 3 พี่น้อง อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ให้รู้ถึงโทษของไฟโดยทรงแสดงปาฏิหาริย์ปราบพญานาคที่มีพิษร้ายแรงในโรงบูชาไฟจนสำเร็จ และทรงแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายอย่าง จนทำให้ชฎิล 3 พี่น้องเกิดความเลื่อมใส
...
แม้พระอาจารย์ติ๊ก อ้างเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แต่การปฏิบัติของพระอาจารย์ติ๊ก เป็นอย่างไรไม่เคยเห็น และการพ่นไฟ ไม่ควรแสดงออกมา ถือว่าไม่ปฏิบัติตามสมณะในสามัญญผลสูตรที่นักบวชในพระพุทธศาสนา ต้องมีความประพฤติสงบเรียบร้อย น่าเลื่อมใส น่าศรัทธา แต่คนในพื้นที่อาจศรัทธา จนไม่มีใครร้องเรียนให้สำนักพุทธศาสนาตรวจสอบ
“เหมือนฤาษีเณร จะเป็นเณรหรือเป็นฤาษี ไม่เลือกสักอย่าง วันดีคืนดีก็ใส่กางเกง มองว่าหากินกับความศรัทธาของคน หรือกรณีพระไว้หนวดไว้เครายาว อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ทำให้วงการพระสงฆ์ในภาพรวมเสื่อม ควรมีตำรวจพระเข้ามาดูแล เพราะหลังๆ หายเงียบไป หากดูแลกันจริงๆ ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ละวัดต้องดูแลพระลูกวัดให้ดี การออกมาพ่นไฟของพระอาจารย์ติ๊ก ก็เพื่อให้คนศรัทธาว่ามีฤทธิ์เดช และการใส่เสื้อแจ็กเกตกันหนาว ก็ไม่เหมาะสม”
จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทำให้พุทธศาสนาผิดเพี้ยน เพราะการหลงตัวเอง เหมือนพระบางรูปไปปฏิบัติธรรมในป่าเพียงไม่กี่วัน ก็คิดว่าตัวเองบรรลุ จึงออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เพื่อให้คนศรัทธา จนสร้างความเสื่อมเสียให้กับพุทธศาสนาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน.
...