กรณีโกงสอบสิบตำรวจของ บช.ภ.9 ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดที่มีส่วนรู้เห็น โดยเบื้องต้นพบผู้ที่สอบผ่านข้อเขียน 35 คน รับสารภาพ แต่ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการทุจริตของบุคลากรภายในที่อาจใช้ช่วงเวลาเพียงเสี้ยวนาที สลับใบคำตอบหรือมีการทุจริตเป็นขบวนการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานกรณี บช.ภ.9 มีคำสั่งลงวันที่ 28 เม.ย. 65 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลภายนอกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีรายงานว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ประชุมพิจารณาจากการสอบปากคำผู้ให้ถ้อยคำ พยานหลักฐาน จนพบช่องโหว่ที่น่าสงสัย ตลอดจนเงินที่หมุนเวียนในบัญชีกว่า 33 ล้านบาท ของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ที่ยังต้องทำการสืบสวนต่อเนื่องหลังจากนี้ เพราะพบว่ามีการรั่วไหลของข้อสอบในบางจุด
การทุจริตสอบตำรวจ ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตหลายกรณี “รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล” ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์” ว่า กรณีนี้ ถ้ามีการทุจริตจริงทำไมเหยื่อจึงยอมจ่ายเงินหลักแสน เพื่อแลกกับการสอบเข้านายตำรวจชั้นประทวน ที่มีเงินเดือนน้อย แต่ต้องทำงานหนัก จึงน่าสนใจว่าอาจมีแรงจูงใจอื่นในการแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคตหรือไม่
...
ช่องโหว่ของการทุจริตสอบตำรวจเป็นอีกประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะขั้นตอนออกข้อสอบ หรือข้อสอบมีการรั่วไหลหรือไม่ การป้องกันที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น การสอบนักเรียนนายร้อยตำรวจ อาจารย์ผู้ออกข้อสอบ ต้องอยู่ในสถานที่พักที่จัดไว้ให้ตั้งแต่เริ่มออกข้อสอบ และต้องสุ่มหยิบข้อสอบที่ตัวเองจะออก โดยไม่สามารถเลือกได้ว่าจะออกสอบข้อไหน เมื่อออกข้อสอบเสร็จ อาจารย์ต้องอยู่ในสถานที่พักนั้นจนกว่านักเรียนจะทำการสอบเสร็จ ถึงสามารถใช้มือถือได้เป็นปกติ จึงทำให้ไม่พบการทุจริตการสอบเข้านักเรียนนายร้อย
“การทุจริตสอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจที่ผ่านมาเคยมีข่าวลักษณะนี้ เพราะมีสถานที่บางแห่งเปิดติวอบรมผู้ที่สนใจก่อนสอบ และอ้างว่ามีเครือข่ายสามารถนำข้อสอบออกมาได้ เมื่อมีผู้สอบได้ในรุ่นแรก ก็เกิดการบอกต่อ ทำให้เครือข่ายเหล่านี้มีความเข้มแข็ง แต่ในทางกลับกันก็มีมิจฉาชีพที่อาศัยการหลอกลวงลักษณะนี้ เพื่อได้ทรัพย์สินจากเหยื่อ”
การสืบสวนหาปมการทุจริตสอบครั้งนี้ ต้องสืบหาให้พบว่า มีการทำมาก่อนหน้านี้กี่รุ่น และต้องมีการลงโทษคนที่กระทำผิด โดยเฉพาะบุคลากรภายในที่เป็นส่วนสำคัญในการทุจริต ต้องลงโทษทางวินัยร้ายแรง หากพิสูจน์พบว่ามีความผิดจริง
“สำหรับคนที่ทุจริตและสอบได้ไปแล้ว ถ้ามีการพิสูจน์ทราบว่ากระทำ ต้องถูกลงโทษทางกฎหมายและเพิกถอนการบรรจุราชการ ซึ่งในการแก้ปัญหาระยะยาวต้องหาต้นเหตุให้พบ เพื่อดำเนินการแก้ไข ให้ได้บุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ทุจริตมาแล้วมาถอนทุนคืนจากประชาชนในภายหลัง” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ย้ำถึงการแก้ปัญหา.