- เหตุกราดยิงหนองบัวลำภู ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงแรงจูงใจก่อเหตุของอดีตตำรวจ แต่จากประวัติเคยเป็นผู้เสพและครอบครองยาบ้า กลายเป็นคำถามเหตุใดยาเสพติดยังคงระบาดอย่างหนัก ทำให้รัฐบาลออกมาเน้นย้ำอีกครั้งได้ทำอย่างเต็มที่ และกำหนดให้ยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ประกาศสงครามกับยาเสพติด และเตรียมทบทวนแก้กฎหมายในประเด็นปริมาณการครอบครองยาบ้า 5 เม็ดให้ถือเป็นผู้ค้า จากเดิม 15 เม็ด
- ยิ่งขณะนี้ยาบ้าขายกันแพร่หลายเกลื่อนเมืองไปเกือบทุกชุมชน เพราะมีราคาถูกลงและหาซื้อได้ง่ายหากเทียบกับในอดีต จากราคาเม็ดละ 300-400 บาท เหลือเพียง 4 เม็ด หรือ 6 เม็ดร้อยบาทเท่านั้น และมีผู้เกี่ยวข้องออกมาบอกราคายาบ้าตกเม็ดละ 7 บาทเท่านั้น ราคาพอๆ กับขนม แต่ส่วนผสมในยาบ้ามีสารเคมีอะไรเจือปนอยู่บ้างนั้น ผู้เสพไม่น่าจะล่วงรู้และอาจก่ออันตรายมากขึ้นก็ได้
- เหตุที่ยาบ้ามีเป็นจำนวนมากปราบไม่หมดไม่สิ้น มีการอ้างว่าเป็นเพราะขบวนการผลิตที่ทันสมัยสามารถผลิตยาบ้าได้มากขึ้น ตามที่สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคยออกมาระบุก่อนหน้านี้ ซึ่งในอดีตเครื่องผลิต 1 เครื่อง สามารถผลิตยาบ้าได้วันละ 64,800 เม็ด แต่ปัจจุบันผลิตได้วันละ 4 ล้านเม็ด และรอบประเทศไทยมีกลุ่มผู้ค้ายา 7 กลุ่ม ทำให้กำลังผลิตมีมากถึงวันละ 280 ล้านเม็ด
...
"วีระพันธ์ งามมี" ผู้อำนวยการมูลนิธิโอโซน ในฐานะคนทำงานเกี่ยวข้องกับการดูแลบำบัดเพื่อลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบและอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเสพติด กล่าวว่า การประกาศสงครามกับยาเสพติดเป็นเรื่องดี ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะหลังเกิดเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู แต่ยังมีปรากฏการณ์อื่นๆ ต่อเนื่อง ซึ่งสังคมควรร่วมกันแก้ปัญหาโดยตั้งสติและมีข้อเท็จจริงถึงเรื่องราวต้นตอของสาเหตุ จนทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมา
“ข้อเท็จจริงนั้นคืออะไร ทั้งเหตุทำร้ายคนในครอบครัว เผาบ้าน มีอาการทางจิตทำร้ายพ่อตัวเอง และอีกหลายๆ เหตุการณ์ ล้วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่เคยใช้ในอดีตและปัจจุบัน แต่หลายเหตุการณ์ก็ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อยู่ๆ ทำไมมองว่าเหตุกราดยิงล่าสุดมาจากยาเสพติด ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าเกี่ยวข้องอย่างไร และผลตรวจ 2 รอบไม่พบยาเสพติด หรือแม้ตรวจเส้นผม ซึ่งมีสารแอมเฟตามีนติดค้างนานที่สุดก็ไม่เจอ”
แต่ได้มีคำถามเกิดขึ้นเพราะอดีตตำรวจมือก่อเหตุ มีประวัติในการเสพและครอบครองยาเสพติด ทั้งที่สอบติดข้าราชการตำรวจต้องมีหลักสูตรขัดเกลาจิตใจให้มีระเบียบวินัย แต่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้อย่างไร และยุทธวิธีการปฏิบัติของตำรวจอาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุหรือไม่ อยากให้ถอดบทเรียนในวันเกิดเหตุว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นระหว่างไปศาล และเมื่อกลับมาได้เดินทางไปที่ใดจนมีผลต่อจิตใจ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมาก ควรนำมาเป็นแนวทางแก้ไขหากคนในหมู่บ้านเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จะต้องเอาออกไปจากหมู่บ้าน หรือถูกกระทำโดยผู้บังคับบัญชา จะต้องมีวิธีจัดการอย่างไรกับองค์กร หรือตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
“ยังคงยืนยันว่า คนเสพสารกระตุ้นประสาท ยังไม่สูญเสียความเป็นคน และเข้าใจว่าช่วงที่ไม่ได้เสพนานๆ อาจมีปัญหาการควบคุมอารมณ์ หากไม่ได้หลับไม่ได้นอนหลายวัน ทางครอบครัวต้องเข้ามาดูแลพาส่งโรงพยาบาลให้ยาคลายกังวล อาการจะดีขึ้น โดยสิ่งที่พูดออกมาไม่ได้พูดส่งเสริมให้คนใช้ยา และเหตุล่าสุดเชื่อแน่ว่าไม่ได้เสพแต่เกี่ยวข้องกับความกดดัน จะมีอาการก่อนเป็นอาทิตย์จากหลายเหตุการณ์เข้ามา จนมีพฤติกรรมแปลกๆ กระทำโดยไม่รู้ตัว ต้องเอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน”
หวั่นมีเบื้องหลัง ปั่นกลไกราคายาบ้า เอื้อประโยชน์
วีระพันธ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดมีการพูดในช่วงนี้ว่ายาบ้าถูกลง ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ 3.50 บาท ทำไมมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และในเรื่องส่วนผสมคุณภาพไม่ต้องพูดถึง กระทั่งอาศัยเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู ออกมาประกาศทำสงครามกับยาเสพติด จนเกิดคำถามว่าจะปราบปรามได้จริงหรือไม่ และใครได้ประโยชน์จากเรื่องกำไรเป็นเหตุจูงใจ หรือมีใครพยายามใช้กลยุทธ์นี้ให้เข้าทางฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เหมือนถูกเบี่ยงเบนด้วยกลไกราคาของยาเสพติดเพื่อสร้างผลงาน และให้ได้คะแนนเสียงทางการเมือง
...
“กลายเป็นว่าสังคมกำลังเสพสุขแบบเร็วเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จากการประกาศสงครามกับยาเสพติด ทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาจริงๆ ต้องใช้เวลา เพราะปัญหามันซับซ้อนต้องแก้อย่างมีสติ ต้องสำรวจสุขภาพจิตของคนในสังคมอย่างเป็นมิตรและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี หากใครถูกกล่าวหาว่าบ้า และเมื่อรักษาแล้วกลับมาเป็นคนดี แต่กลับถูกมองว่าบ้าอีก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการในการพาคนมีอาการทางจิตไปรักษา ไม่ว่าจะเกิดจากการเสพยาหรือไม่ก็ตาม”
ในอดีตเคยมีการปราบปรามยาเสพติดมาแล้ว ทำให้คนตาย ถูกฆ่าตัดตอนเป็นจำนวนมาก และครั้งนี้มีการประกาศสงครามกับยาเสพติดอีก หวังว่าคงไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต และจะปราบปรามได้หมดจริงหรือไม่ หรือก่อนจะทำให้หมดสิ้นถามว่ามีใครได้กำไรมหาศาลหรือไม่ จากการทำให้กลไกราคายาบ้าสูงขึ้น และทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจมากขึ้นโดยไม่ถ่วงดุล จนทำลายกระบวนการยุติธรรม ทำให้คนจนคนไม่มีทางสู้ถูกทำร้าย เพราะคุกเอาไว้ขังคนจน
...
อย่าพุ่งเป้าเอาเหยื่อผู้เสพเป็นเชลย รีบตัดตอนเป็นผู้ค้า
นอกจากนี้ อยากเสนอให้มีการสำรวจส่วนประกอบของยาบ้าในแต่ละภูมิภาคทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงส่วนผสมในสารเสพติดผิดกฎหมาย หากจะแสดงความเศร้าโศกจริงๆ ต่อเหตุกราดยิง จะต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่เชื่อว่าจะมีกระบวนการหนึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องที่เกิดขึ้น โดยไม่ให้เกียรติกับผู้เสียชีวิตและครอบครัวที่เจ็บปวดกับเหตุที่เกิดขึ้น หรือการจับยาเสพติดลอตใหญ่ในช่วงนี้อาจจะจบแค่นี้ เพื่อการสรรเสริญเยินยอ เพราะหากเทียบปริมาณยาเสพติดที่จับกุมทั้งปีในแต่ละปีก็เท่ากันหมด
“คนทำธุรกิจด้านนี้ต้องฉลาดและมีอำนาจด้วย เมื่อผลิตยาบ้าออกมา 200 กว่าล้านเม็ด ก็ปล่อยให้จับยึดยาไปสัก 10% อยากให้มีการใช้อำนาจเชิงนโยบายเข้ามาแก้ปัญหา แต่จะต้องมีข้อเท็จจริง มีข้อมูลในอดีตนำมาแก้ปัญหา และประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ มีการจำแนกออกเป็น 3 ส่วน คือเหยื่อผู้เสพผู้ใช้ แรงงานขนถ่าย และกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังผู้ได้ผลประโยชน์ แต่วันนี้จะพุ่งเป้าไปที่เหยื่อให้เป็นเชลย โดยมีกำไรจากการขายยาเป็นแรงจูงใจ จนทำให้เหยื่อเหล่านี้เป็นอาชญากรในกระบวนการยุติธรรมให้มากขึ้น”
...
ส่วนการจะทบทวนปริมาณการครอบครองยาบ้า 15 เม็ด มาเป็นครอบครอง 5 เม็ดให้สันนิษฐานว่าเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นความพยายามที่จะตัดตอนให้เป็นผู้ค้า และหากเอาความจริงมาพูดจะพบว่า ทั่วประเทศมีคนใช้ยาบ้าประมาณ 2 ล้านคน ส่วนใหญ่เมื่อเงินเดือนออกจะซื้อทีเดียวครั้งละ 30 เม็ดนำมาเก็บไว้ และเชื่อว่าคนใช้ยาไม่อยากตายหรืออยากเป็นอาชญากร แต่เพื่อความสุข ซึ่งสังคมควรกล้าออกมาพูดถึงเรื่องนี้ให้เยาวชนได้ฟังในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ในเชิงคอนเซอร์เวทีฟ หรืออนุรักษนิยม
“ควรนำข้อเสนอข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาหารือ ให้มีองค์ความรู้ในการแก้ปัญหา อาจต้องแลกด้วยเวลาหลังถูกหมักหมมมานาน ไม่ใช่ออกมาต่อต้าน แต่ควรคิดว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร หวังว่าการประกาศสงครามกับยาเสพติดจะทำได้จริงๆ เพราะถือเป็นเรื่องที่ดี”.
ผู้เขียน : ปูรณิมา