- การเสียชีวิตของนักเรียนชายชั้น ม.3 จากอุบัติเหตุเพื่อนทำปืนลั่นใส่ ขณะกำลังเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ โดยทางตำรวจยืนยันว่าไม่ใช่การฆาตกรรม และดำเนินคดีกับนักเรียนชายวัย 15 ปี ที่เรียนอยู่ชั้นเดียวกันที่ทำปืนลั่นใส่ ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองฯ และพกพาอาวุธปืนฯ
- รวมถึงดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 5 คน หนึ่งในนั้นมีเด็กอายุ 18 ปี นอกนั้นเป็นเยาวชน ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวให้ประกันตัวนักเรียนชายผู้ก่อเหตุด้วยวงเงิน 10,000 บาท และให้ไปรายงานตัวต่อศาลเป็นเวลา 4 เดือน เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้เด็กกลับไปเรียนหนังสือ โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง ห้ามเที่ยว และห้ามออกจากบ้านเวลากลางคืน
- ขณะที่แม่ของนักเรียนชายที่เสียชีวิต ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียว ได้ออกมาขอความเป็นธรรม เพราะยังติดใจสงสัยการเสียชีวิตว่าปืนลั่น หรือตั้งใจยิง และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดจากปืนลั่น จึงได้ประสานทนายความเพื่อขอให้ตำรวจตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด และอยากให้โรงเรียนมีมาตรการดูแลความปลอดภัย เข้มงวดตรวจสอบการพกพาอาวุธเข้ามาในโรงเรียน
...
สิ่งที่เกิดขึ้น อะไรคือต้นตอของปัญหา และได้เวลาหรือยังที่ต้องเร่งแก้ไขไม่ให้เป็นปัญหาเรื้อรังกลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคม เพราะเหตุเด็กซึ่งเป็นเยาวชนพกพาปืน จนทำปืนลั่นใส่เพื่อน คงไม่ใช่รายสุดท้าย ยังไม่รวมเหตุรุนแรงอื่นๆ จากพฤติกรรมด้านมืดของเยาวชน จนส่งผลกระทบต่อตัวเอง และเป็นอันตรายต่อคนอื่น
“รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเบี่ยงเบนของเด็กวัยรุ่นในการก่อความรุนแรง เช่น ขับรถเร็ว พกพาอาวุธปืน ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ติดยาเสพติด กระทำความผิดด้านเพศ ชอบทำร้ายตัวเอง และยังมีพฤติกรรมขาดการออกกำลังกาย อยู่นิ่งเฉยและติดเกม ได้ส่งผลต่อตัวเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่พบเห็นในวัยรุ่นที่มีปัญหาจะต้องเร่งแก้ปัญหา
“เมื่อเห็นแต่แรกว่าเด็กรายนี้มีพฤติกรรมจะก่อความรุนแรง ทางโรงเรียนและผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จะต้องมีมาตรการป้องกันแก้ไขโดยการตรวจดูอาวุธ อย่างสหรัฐฯ จะรายงานข่าวการตรวจค้นอาวุธของแต่ละโรงเรียน และในแต่ละสัปดาห์พบปืนมากถึง 500-600 กระบอก เพราะเป็นประเทศขายปืนเสรี ทำให้โรงเรียนต้องมีระบบตรวจสอบเป็นระเบียบปฏิบัติ และตรวจดูพฤติกรรมการติดยาของนักเรียน ก็ต้องตรวจดักไม่ให้ก่อความรุนแรง เพราะฉะนั้นโรงเรียนต้องรู้อยู่แล้วว่าเด็กคนนี้บู๊ล้างผลาญ อย่างน้อย 5-10% ต้องมีระบบดูแล หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนแออัดก็รู้อยู่แล้วว่าเด็กนักเรียนเป็นอย่างไร จะต้องตรวจอาวุธและยา อย่างที่หลายๆ โรงเรียนทำกัน”
ในขณะที่บางโรงเรียนคิดว่ามีหน้าที่สอนเท่านั้น เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองต้องดูแลเด็ก แต่โรงเรียนควรสอนทักษะการใช้ชีวิตหลายๆ เรื่องให้กับเด็กนักเรียน เพราะบางครอบครัวมีความอ่อนแออยู่แล้ว ทางโรงเรียนควรเข้ามาดูแลเชื่อมโยงกับครอบครัวและชุมชนในการช่วยกันดูแลเด็ก แม้ทั้งหมดที่กล่าวเป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งส้ิน แต่ปัญหาได้เกิดแล้วกับวัยรุ่นที่กำลังจะเติบโต เป็นเรื่องที่เหนื่อยในการแก้ปัญหา จึงเป็นเพียงการประคับประคองเหมือนป่วยเรื้อรัง แต่ต้องรักษา หวังว่าหากเติบโตมีอายุ 25 ปีขึ้นไป จะมีวุฒิภาวะ และมีวัยรุ่นส่วนหนึ่งอาจสำนึก
จากเหตุปืนลั่น ก็เดาได้ว่าเด็กเหล่านี้เติบโตมาจากครอบครัวที่มีภาวะบกพร่องแต่เดิมอยู่แล้ว และส่วนใหญ่ 80% ขึ้นไป อยู่ในครอบครัวที่มีการแตกแยกหย่าร้าง พ่อแม่ตีกัน มีการติดยาเสพติด หรือติดคุก ซึ่งบางครอบครัวอาจดูแลกันได้ไม่มีปัญหา แต่หลายครอบครัวที่มีปัญหาก็จะละเลยทางกาย ด้วยการปล่อยเด็กทิ้งไว้ จนไม่ได้รับความปลอดภัย ถูกทำร้ายร่างกายและทำร้ายทางเพศ จากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และหากพบเจอในชุมชนจะพบว่าสัมพันธ์กับพฤติกรรมเด็กในการแสดงออกมา กระทั่งโตเป็นวัยรุ่น สู่วัยทำงานที่มีแต่ความล้มเหลว หรือในวัยผู้ใหญ่จะไม่สนใจดูแลร่างกายตัวเอง เพราะมีพื้นฐานจากการเลี้ยงดูที่บกพร่อง
...
“เด็กเหล่านี้จะมีฮอร์โมนความเครียดที่สูง ส่งผลต่อภาวะจิตใจและพฤติกรรม หากรู้ตั้งแต่ตอนเรียนอนุบาล จะต้องมีกระบวนการแก้ไขร่วมกับครอบครัว และครูปฐมวัย อย่าละเลยไม่สนใจ จะสามารถลดฮอร์โมนความเครียดตรงนี้ได้ ในการช่วยแก้ปัญหาในครอบครัว หรือหากอยู่กับครอบครัวไม่ได้ จะต้องแยกเด็กออกมา ซึ่งกรณีของเด็กที่ทำปืนลั่นได้ไปอยู่กับพระ ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทดแทนได้หรือไม่ หากแก้ไขฟื้นฟูจิตใจไม่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นเด็กที่ก่อปัญหา และการที่โรงเรียนไม่ตรวจอาวุธเป็นแค่ปลายเหตุ แต่โรงเรียนไม่เคยไปเยี่ยมบ้าน ไปพูดคุยกับครอบครัวของเด็ก ว่าเพราะเหตุใดเด็กไม่ค่อยมาเรียน ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ของเด็ก”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่าคนในสังคมและครอบครัวผู้เสียหาย อาจเสียใจกับบทลงโทษกับเด็กผู้ก่อเหตุ แต่หากตั้งสติได้และอาจต้องใช้เวลา จะเข้าเข้าใจว่าบทลงโทษจะหนักหรือเบา ไม่มีความสำคัญเท่ากับการคาดหวังให้เด็กคนนี้กลับมาเรียนรู้ในสังคมให้ได้ เพราะเด็กต่างกับผู้ใหญ่ ต้องสร้างการลงโทษให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ควรลงโทษให้หนัก แม้คนในสังคมจะเรียกร้องเพื่อให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่อย่างไรแล้วเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่มีการบันทึกประวัติความผิด เพราะยังหวังและเชื่อกันว่าจะกลับมาในสังคมได้
...
โดยเฉพาะเด็กที่มีบาดแผลทางใจเพราะครอบครัวอ่อนแอ ทางชุมชนและสังคมต้องช่วยกันดูแล ไม่ใช่ร่วมกันรังแก และที่ผ่านมาโรงเรียนไม่เคยไปเยี่ยมบ้านเด็ก ส่วนพระจะดูแลเด็กได้ไหวหรือไม่ จนดูเหมือนว่าทั้งสังคมและชุมชนมีส่วนครึ่งหนึ่งในการรังแก อีกทั้งเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ไม่จริงใจ เคยบอกว่าจะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งข้างหลัง แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ ทำให้ท้ายสุดแล้วไม่แน่ใจว่าเด็กคนนี้จะกลับมาเป็นคนดีได้หรือไม่ แต่ต้องฟื้นฟูภาวะจิตใจไม่ให้ถูกแตกแยกจากสังคม เพื่อให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม และมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่ปล่อยไว้ข้างหลัง.