สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมหลายพื้นที่ในปีนี้ สุ่มเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ เป็นสิ่งที่คนกังวลในขณะนี้ จากปัจจัยหลายอย่างไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะปริมาณฝนคาดการณ์ช่วงปลายปี 2565 ตั้งแต่เดือน ส.ค.-พ.ย. สูงกว่าค่าปกติ และมากกว่าปี 2564 เป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อมรับมือได้แล้ว

ข้อมูลดาวเทียมสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พบว่าพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมีน้ำท่วมขังแล้วจำนวน 209,512 ไร่ ในพื้นที่ จ.สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ ได้ส่งผลกระทบพื้นที่ปลูกข้าว 46,796 ไร่

ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำท่วมขังแล้วจำนวน 136,292 ไร่ โดยเฉพาะสองฝั่งของลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูลในพื้นที่บางส่วนของ จ.ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวได้รับกระทบแล้วเช่นกันกว่า 70,000 ไร่

จากการติดตามสถานการณ์ฝนในปีนี้ของ ”รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ต้องออกมาบอกว่าน่ากังวลจริงๆ และยังคงยืนยันในข้อมูลที่เคยเตือนไว้ก่อนหน้าจะมีฝนตกหนักตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึง ต.ค. และยาวไปจนถึงเดือน พ.ย. ซึ่งการลงพื้นที่ภาคเหนือที่ผ่านมาเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากผลกระทบพายุมู่หลานพบว่า สภาพทางกายภาคของทุกพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เพราะต่างถมที่สร้างบ้านให้สูงกว่าถนน จากปกติน้ำไหลผ่านได้และลงดิน สุดท้ายแล้วได้ทำให้น้ำท่วมไปด้วยกันทั้งหมด เป็นปัญหาที่ต้องหาทางแก้อย่างยั่งยืน จะต้องหยุดถมที่ และจัดพื้นที่ให้ปลูกบ้าน

...

“ปีนี้จะเกิดน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. ค่อนข้างมั่นใจว่าเหนื่อยแน่ๆ ถ้าไม่มีแผนจัดการที่ดี และหลายคนกังวลจะเหมือนปี 54 ต้องบอกว่าไม่เหมือน เพราะลักษณะน้ำหลากไม่เหมือนกัน แล้วก็ถามกันว่าฝนจะตกยังไง ถ้าตกเหนือเขื่อนก็ไม่เป็นไร แต่สถานการณ์ขึ้นอยู่ว่าจะหนักหรือเบา หากฝนตกเหมือนน้ำท่วมทุ่ง ค่อยๆล้นลงคลอง ไหลต่อไปที่ปลายน้ำและเข้าเมือง จะทำให้กรุงเทพฯได้รับผลกระทบไปด้วย และแน่นอนพวกที่อยู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาทั้งหมด จะกระทบ เพราะปีนี้ฝนตกยาว น้ำจะท่วมขังยาวกว่าปีที่แล้ว ส่วนระดับน้ำความสูงเท่าไร อยู่ที่การบริหารจัดการ ต้องลงพื้นที่ไปดูว่าทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหรือไม่ ต้องฟังเสียงประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ในการเร่งเก็บเกี่ยวข้าว”

การจะพร่องน้ำไปพื้นที่ใดกลายเป็นประเด็นที่หน่วยราชการ จะต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชน หากให้รออีก 30 วัน ระหว่างรอการปล่อยน้ำคงไม่ได้ จะต้องมีความชัดเจนตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้พื้นที่ปลูกข้าวได้รับความเสียหาย และประเด็นการปล่อยน้ำเข้ามาในแนวดิ่ง ได้มีการคุยกันแล้วระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. และกรมชลประทาน แต่ไม่แน่ใจว่าได้หารือกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑลหรือไม่ ซึ่งต้องหารือกัน ไม่ใช่ปล่อยลงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเดียว เพราะคลองในแนวดิ่งทั้งหลายจะผ่านกรุงเทพฯ

ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักขณะนี้มีน้ำอยู่ 50% ซึ่งทุกปีน้ำจะเต็มในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. แต่จากเหตุการณ์ที่เคยมีนำมาเป็นประสบการณ์ จะไม่รอให้น้ำเต็มแล้วค่อยระบายออก แต่จะระบายน้ำออกมาก่อน แม้พื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง แต่จะน้อยกว่าทุกปี ถือเป็นการเตรียมพร้อม เนื่องจากสัปดาห์แรกในเดือนก.ย.นี้ มีพายุ 1 ลูก กำลังก่อตัว จากที่เหลืออีก 13 ลูก ส่วนใหญ่จะเข้าภาคเหนือ แต่หลัง ก.ย.จะเริ่มต่ำลงมา และเมื่อปัจจัยต่างๆ มาครบ ทั้งปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติ เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าฝั่งตะวันออก ก่อให้เกิดความชื้นสูง และยิ่งเกิดพายุจร ยิ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล

ในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ยอมรับว่ามีความกังวลมาก ฝนจะตกหนักมากกว่าที่ผ่านมา ประมาณ 180 มม.ต่อวัน และมีโอกาสตกมากกว่า 200 มม.ต่อวัน จากแบบจำลองปริมาณน้ำฝน โดยผู้ว่าฯ กทม.ต้องทำงานให้หนักมากขึ้น หากคลองระบายน้ำไม่มีการขุดลอกจะแย่หนัก โดยเฉพาะคลองลาดกระบังขณะนี้น้ำเต็มแล้ว จากปัญหาน้ำทะเลหนุน เพราะพื้นที่ต่ำมาก จะส่งผลกระทบพื้นที่เขตหนองจอก มีนบุรี รามคำแหง และบางกะปิ

...

“อยากให้เตรียมคลองเอาไว้รองรับ เพื่อเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ ในการปล่อยน้ำออก หากตอนนี้คลองมหาสวัสดิ์ ปล่อยน้ำก็จะกระทบพื้นที่ย่านตลิ่งชัน เพราะอยู่ใต้คลอง ส่วนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ก็ยังมีข้อจำกัด เป็นเหตุผลไม่ยอมปล่อยน้ำออกจากประตูน้ำ เพราะกลัวเข้าเมือง จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ในการจะเอาน้ำจากที่หนึ่งไปเก็บในอีกที่หนึ่ง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เสี่ยง และต้องมีค่าชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนที่เสียสละ”