ปริมาณฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้หลายพื้นที่กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง จนมีความกังวลถึงมวลน้ำทางภาคเหนือจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แม้ขณะนี้พายุโซนร้อนมู่หลาน จะอ่อนกำลังลง แต่ยังต้องลุ้นว่าจะมีพายุฝน ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำในเดือนกันยายนนี้อีกหรือไม่
ล่าสุดเมื่อวาน (15 ส.ค. 2565) "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในที่ประชุมถึงความกังวลต่อปริมาณมวลน้ำทางภาคเหนือ ที่ปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เนื่องจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ปล่อยน้ำเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการปล่อยน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ จึงอาจทำให้บ้านเรือนของประชาชนริมน้ำเจ้าพระยามีน้ำท่วมขัง และอาจส่งผลต่อพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาการระบายน้ำช่วงน้ำทะเลหนุนสูง
จากประเด็นความกังวลต่อมวลน้ำทางภาคเหนือ “ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยังแหล่งข่าว จากกรมชลประทาน ได้ให้ข้อมูลว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ยังไม่น่าวิตกกังวลกับมวลน้ำเหนือที่ปล่อยมาจากเขื่อนตอนบน เพราะมีการควบคุมปริมาณน้ำที่ปล่อยออกจากเขื่อนน้อยกว่าครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จำนวนมาก ประกอบกับเขื่อนยังสามารถรับน้ำเพิ่มขึ้นได้ขณะนี้
...
สำหรับการระบายน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้รองรับน้ำอยู่ที่ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำในจังหวัดสระบุรี ซึ่งการระบายน้ำในปริมาณดังกล่าวเป็นผลมาจากพายุโซนร้อนมู่หลาน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องเร่งระบายน้ำ เพราะถ้ามีฝนตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่จะทำให้การระบายน้ำล่าช้า ส่งผลกระทบต่อประชาชนด้านล่างของเขื่อน
ส่วนการระบายน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เคยทำได้สูงถึง 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้ปล่อยน้ำอยู่ 12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือเป็นปริมาณที่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ หากมีสถานการณ์ฝนตกหนักเพิ่มขึ้น
ด้านสถานการณ์เขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือ ขณะนี้มีน้ำอยู่ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก แต่จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำ เนื่องจากปริมาณในแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มีปริมาณสูงอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ริมน้ำ แต่จากการเร่งระบายน้ำ ทำให้มีน้ำท่วมในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ที่มีน้ำท่วมประจำทุกปี เช่น อำเภอเสนา อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ แต่ต้องจับตาในเดือนกันยายน ที่มวลน้ำภาคเหนือจะไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ตอนล่าง และถ้าช่วงเวลานั้นมีฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ จะทำให้เกิดน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ ดังนั้นประชาชนจะต้องติดตามข่าวสารช่วงเวลาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
กรุงเทพฯ ต้องเตรียมพื้นที่พักน้ำก่อนสถานการณ์วิกฤติ
“รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ปริมาณฝนตกหนักขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบให้พื้นที่กรุงเทพฯ ท่วมอย่างที่หลายคนกังวล แต่ต้องจับตาเดือนกันยายนนี้ หากมีพายุฝนเข้ามาในไทยเกิน 2 ลูก จะทำให้ปริมาณน้ำหลายพื้นที่วิกฤติ ประกอบกับช่วงเดือนดังกล่าวมวลน้ำจากภาคเหนือไหลสู่พื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง อาจทำให้กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนักได้ ถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนนี้
“สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ที่มีพายุฝนเข้ามาถึง 4 ลูก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งเดือนกันยายนนี้ ถ้ามีพายุเข้ามาในปริมาณดังกล่าวอีก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมหนักได้หลายพื้นที่ ดังนั้นปริมาณฝนที่ตกหนักตอนนี้เป็นแค่สัญญาณเตือนเบื้องต้น แต่ของจริงจะมาในเดือนกันยายนนี้”
ขณะนี้ควรมีการเตรียมความพร้อมในพื้นที่รับน้ำเหนือกว่า 10 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด ให้มีความพร้อมสำหรับฝนที่จะตกหนักในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ต้องเตรียมพร้อมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้พร้อมรับน้ำที่เพิ่มขึ้นในเดือนหน้า
“กรุงเทพฯ ตอนนี้มีการขุดลอกคูคลองให้รับน้ำได้มากขึ้น และควรเตรียมพร้อมพื้นที่รับน้ำ เช่น บึงน้ำในพื้นที่เขตต่างๆ หรือบึงน้ำในพื้นที่ทหาร เพื่อให้พร้อมรับสถานการณ์ฝนที่อาจตกหนักเพิ่มขึ้น และง่ายต่อการระบายน้ำลงสู่ทะเล เพราะปกติกรุงเทพฯ จะต้องระบายน้ำ โดยการนำมาพักไว้ในพื้นที่นึงก่อนระบายลงสู่ทะเลในตอนเช้าที่น้ำทะเลลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”