โควิด-19 ในไทยเข้าสู่การแพร่ระบาดของสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ที่แพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็ว หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการถกเถียงถึงเกณฑ์ผู้ป่วยโควิดที่ควรได้รับยาต้านไวรัส จนมีการลักลอบซื้อขายผ่านโลกออนไลน์ นอกจากยาโมลนูพิราเวียร์แล้วยังมียาฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาที่มีขายในตลาดมืด ซึ่งล่าสุดจากผลวิจัยประสิทธิภาพยาฟาวิพิราเวียร์ ของทีมแพทย์ศิริราช ชี้ให้เห็นถึงเกณฑ์ของคนไข้กลุ่มที่ควรได้รับยา และผลกระทบร้ายแรงอาจเกิดขึ้นได้หากใช้ผิดวิธี
“รศ.นพ.รุจิภาส สิริจตุภัทร” อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ เทียบกับการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่หนัก อธิบายถึงผลวิจัยว่า เมื่อคนไข้ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์เร็วหลังมีอาการ จะดีขึ้นภายใน 2 วันหลังรับยา ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอาการดีขึ้นช้ากว่า เฉลี่ย 13 วัน หลังการรักษา ส่วนภาวะปอดอักเสบคนที่ได้รับยามีอาการ 13 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มไม่ได้รับยามีอาการมากกว่าถึง 23 เปอร์เซ็นต์
ยาฟาวิพิราเวียร์ เหมาะกับคนไข้อาการไม่หนักและกลุ่มเด็ก เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการวิจัยทั่วโลก สอดคล้องกันว่า ผู้ป่วยโควิดอาการไม่รุนแรงถ้าได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยบรรเทาได้เร็วขึ้น แต่คนไข้มีอาการรุนแรงจะตอบสนองได้น้อย
“การให้ฟาวิพิราเวียร์ กับคนไข้รวดเร็วจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่แพทย์ต้องเลือกจ่ายยาให้คนไข้เป็นรายกรณี เพราะถ้าคนที่ร่างกายแข็งแรงได้รับวัคซีนมาแล้ว 4-5 เข็ม จะมีภูมิต้านทานสูงสามารถกำจัดเชื้อได้เอง โดยไม่ต้องรับฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งปกติยาต้านไวรัสจะทำงานได้ดีในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการเริ่มต้น แต่ถ้าคนไม่มีอาการอาจไม่ต้องทานยา”
...
สำหรับหลักเกณฑ์คนไข้ที่ต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นคนไข้ที่มีอาการแสดงชัดเจน ไม่เป็นโรคประจำตัวและฉีดวัคซีนมาน้อยกว่า 3 เข็ม ควรได้รับยาขนาด 1,800 มิลลิกรัม เช้า-เย็นในวันแรก และ 800 มิลลิกรัม เช้า-เย็นในวันต่อมา โดยจะเป็นการรักษาทันทีที่มีอาการไม่หนัก เพราะฟาวิพิราเวียร์ เป็นยากินมีราคาไม่แพง มีความปลอดภัยสูง แต่ควรหลีกเลี่ยงในสตรีมีครรภ์
กลุ่มเด็กเล็กถือเป็นคนไข้ที่เข้าเกณฑ์ในการใช้ฟาวิพิราเวียร์ เพราะยาต้านไวรัสที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ยังไม่มียาตัวไหนที่สามารถใช้ได้ในกลุ่มเด็ก ขณะเดียวกันเด็กในไทยยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 3 เข็ม จึงเป็นกลุ่มที่แพทย์สามารถนำมาใช้กับเด็กได้เป็นรายกรณี
แต่จากการวิจัยพบผลข้างเคียงของการใช้ฟาวิพิราเวียร์ ทำให้มีกรดยูริกในเลือดสูง เนื่องจากยามีฤทธิ์ไม่ให้กรดยูริกขับออกมาได้ทางไต ซึ่งพบได้ในคนไข้ 15-20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคนไข้ที่มีภาวะโรคเกาต์ควรระวังในการใช้ยานี้ และแพทย์ต้องติดตามอาการคนไข้อย่างใกล้ชิดหลังจากใช้ยา
การศึกษาวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 แบ่งคนไข้เป็นกลุ่มที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์และกลุ่มไม่ได้รับยา นำมาเปรียบเทียบอาการ โดยวิจัยจากคนไข้ 3 โรงพยาบาลคือ 1.โรงพยาบาลศิริราช 2.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 3.สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งคนไข้มีอาการไม่รุนแรง ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ภายใน 2 วันแรก รวมทั้งหมด 96 ราย
แนวทางการใช้ยา 2 ระยะในผู้ป่วยโควิด
“รศ.นพ.รุจิภาส” กล่าวถึงแนวทางการรักษาโควิดมี 2 ระยะคือ 1.ระยะของไวรัส ช่วง5 วันแรก คนไข้ควรได้รับยาต้านไวรัสจะมีประโยชน์มากที่สุด ส่วนระยะที่ 2 เป็นภาวะอักเสบ ทำให้มีอาการรุนแรง การใช้ยาต้านไวรัสได้ผลน้อยลง แต่แพทย์จะฉีดยาเรมเดซิเวียร์ เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ดังนั้นการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ กับคนไข้อาการรุนแรง จึงได้ผลการรักษาน้อยมาก
ประชาชนทั่วไปไม่ควรซื้อยาต้านไวรัสมาทานเอง เพราะอาจทำให้เกิดผลร้าย เนื่องจากยากลุ่มนี้เป็นยาใหม่ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ที่แพทย์พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้ยา ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในท้อง ขณะเดียวกันการทานยาโดยไม่จำเป็นมีโทษมากกว่าได้ผลดี
จากประสบการณ์รักษาผู้ป่วยโควิด เมื่อให้ยาต้านไวรัส เช่น ฟาวิพิราเวียร์ ต้องหยุดทานยาสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรทันที เพราะมีคนไข้หลายรายทานยาทั้งสองอย่างพร้อมกัน ทำให้มีภาวะการอักเสบของอวัยวะภายในอย่างรุนแรง ซึ่งปกติไม่ว่ายาชนิดไหนก็ไม่ควรทานคู่กับฟ้าทะลายโจร
“การใช้ยาต้านไวรัสควรทานตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรทานร่วมกับยาสมุนไพร สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการใช้ยาเกินความจำเป็นของประชาชน ทำให้เกิดอาการดื้อยาของโควิดได้ในอนาคต และจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย”