การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2565 นับเป็นครั้งที่ 4 ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในช่วงกว่า 3 ปี โดยจะซักฟอกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 11 คน แต่หลายคนจับตาคะแนนความไว้วางใจของ “บิ๊กตู่” ที่เดิมพันด้วยความนิยมของพรรคร่วมรัฐบาล
หากย้อนกลับไปในศึกซักฟอก “รัฐบาลบิ๊กตู่” ครั้งที่ผ่านมา ผลคะแนนความไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ลดลงจากการอภิปราย 2 ครั้งแรกถึง 8 เสียง ขณะที่การอภิปรายครั้งนี้ มีแววว่าคะแนนความไว้วางใจจะลดลงไปอีก จากการตีจากของพรรคเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้ในอนาคต
ย้อนคะแนนไว้วางใจ “บิ๊กตู่” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
บนเส้นทางศึกซักฟอกรัฐบาล การเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ “พล.อ.ประยุทธ์” หลังการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2562 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งแรกเดือนมกราคม พ.ศ.2563 โดยฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่การบริหารงานผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ ตลอดจนการสร้างสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่สุดท้าย “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ได้รับความไว้วางใจด้วยคะแนน 272 เสียง ขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มีคะแนนรั้งท้ายจากข้อครหาในอดีต
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งที่ 2 ของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์” เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2564 ฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอกนายกฯ และคณะรัฐมนตรี 10 ท่าน เนื้อหาเน้นย้ำถึงการบริหารงานที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี รวมถึงความร่ำรวยผิดปกติของพวกพ้อง แต่คะแนนความไว้วางใจของ “บิ๊กตู่” ยังเหนียวแน่นด้วยคะแนนเสียง 272 เท่ากับการอภิปรายในครั้งแรก
...
จากวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลเริ่มสั่นคลอน เห็นได้ชัดจากการอภิปรายรัฐบาล เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2564 ที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องซักฟอกนายกฯ และคณะรัฐมนตรีรวม 5 คน มุ่งโจมตีความล้มเหลวการบริหารจัดการในสถานการณ์โควิด แต่สุดท้าย “บิ๊กตู่” ได้รับคะแนนไว้วางใจเหลือ 264 เสียง ยังพารัฐบาลผ่านศึกซักฟอกมาได้
แม้ศึกการอภิปรายที่ผ่านมา ฝ่ายค้านจะไม่สามารถล้มกระดาน “บิ๊กตู่” ได้ แต่การอภิปรายในวันที่ 19 - 22 กรกฎาคมนี้ จะต้องจับตาคะแนนเสียงความไว้วางใจ ที่อาจส่งผลต่อขั้วอำนาจ “3 ป.” ในศึกเลือกตั้งครั้งถัดไป
ประชาธิปัตย์ ตัวแปรสำคัญพรรคร่วมรัฐบาล
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ศึกซักฟอกรัฐบาลครั้งนี้ว่า การอภิปรายหนนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะครบวาระ แม้คะแนนเสียงของพรรคฝ่ายค้านจะไม่สามารถล้มรัฐบาล “บิ๊กตู่” ได้ แต่การถอนตัวของพรรคเศรษฐกิจไทย ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลอาจทำให้คะแนนเสียงหายไป 16 เสียง และส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ในอนาคต
ส่วนอีกตัวแปรสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาลในศึกซักฟอกครั้งนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะยังขาดเสถียรภาพภายในพรรค เห็นได้จากการลงคะแนนโหวตหลายครั้งที่ผ่านมาจะมี ส.ส. แตกแถวจากแนวทางของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการโหวตในครั้งนี้อาจจะได้เห็นรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้คะแนนเสียงแบบปริ่มน้ำ
“ถ้าวิเคราะห์ถึงคะแนนเสียงของพรรคเศรษฐกิจไทย ที่ถอนตัวจากฝ่ายรัฐบาล ก็ยังมีคะแนนเสียงมากพอที่จะผ่านการอภิปรายครั้งนี้ไปได้ โดยเฉพาะการโหวตไว้วางใจให้กับบิ๊กตู่ แต่อาจจะมีคะแนนสนับสนุนน้อยกว่าครั้งก่อน ซึ่งคาดว่าบิ๊กตู่จะได้ 240 เสียง ผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิวจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ว่าต้องมีคะแนนไว้วางใจ 239 เสียงขึ้นไป”
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่คะแนนเสียงสนับสนุนในสภา แต่อยู่ที่การเมืองนอกสภา ที่ปัจจุบันพรรคฝ่ายค้านมีการให้ความรู้กับประชาชนผ่านการสื่อสารในโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมืองของ “3 ป.” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้.