สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มน่ากังวล เพราะมีปริมาณผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 เริ่มแพร่ระบาดแทนสายพันธ์ุเดิม ขณะที่ กรมควบคุมโรค ระบุถึงความน่ากังวล คือผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่ติดเชื้อหลายรายยังมีความสับสนถึงการกินยารักษาโควิด ทำให้เกิดการซื้อขายยาบนโลกออนไลน์ จนได้รับผลกระทบตามมาได้
อาการหนักแค่ไหน ได้ยารักษาโควิด
จากมาตรการยกเลิกรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และฮอสพิเทล แต่ให้รักษาตามสิทธิสำหรับผู้ใช้บัตรทองและประกันสังคม ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วิเคราะห์ว่า ขณะนี้มีปัญหาผู้ป่วยที่ติดโควิด ไม่ได้รับยาต้านไวรัส หรือยารักษาโควิดจำนวนมาก เนื่องจากผู้ป่วยที่พบเชื้อแล้ว ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาล ที่ตอนนี้มีผู้ป่วยมารักษาจำนวนมาก ทำให้คนไข้ต้องใช้เวลารอไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และอาจแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้
“สายด่วนที่รับเรื่องโควิด ตอนนี้สายแทบไม่ว่าง เนื่องจากมีผู้ที่โทรเข้ามาจำนวนมาก ส่วนการให้คำปรึกษา ผู้ที่รับสายอาจให้ข้อมูลได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่เห็นลักษณะอาการของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาต้านไวรัสเร่งด่วน สูญเสียโอกาส โดยเฉพาะผู้ป่วยมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน มะเร็ง และเบาหวาน ที่อยู่ลำพังไม่สะดวกในการเดินทางมายังโรงพยาบาล”
สำหรับผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อติดโควิด ต้องมีแนวทางประเมินตนเองว่าควรได้รับยาต้านไวรัส ดังนี้
...
- ผู้ป่วยระยะแรก ที่ติดเชื้อโควิด ต้องทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร โดยผู้ใหญ่ทานครั้งละ 60 มิลลิกรัม เด็กทานครั้งละ 11 มิลลิกรัม เช้า กลางวัน และเย็น ติดต่อกัน 5 วัน แต่ถ้าทานแล้วอาการไม่ดีขึ้นในวันที่ 2 หลังจากใช้ยาฟ้าทะลายโจรไปแล้วจะต้องพบแพทย์เพื่อประเมินอาการในขั้นต่อไป
- ผู้ป่วยระยะที่ 2 หากมีอาการรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจและปอด คนไข้สามารถทดสอบตนเอง โดยเดิน 6 นาที และวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดผ่านเครื่องวัดที่ปลายนิ้ว หากมีค่ามากกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ ควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินการรับยาต้านไวรัส
- ผู้ป่วยระยะที่ 3 กลุ่มที่มีอาการรุนแรง มีผลกระทบต่อการทำงานของปอด และการอักเสบของอวัยวะส่วนต่างๆ ควรได้รับยาต้านไว้รัสแบบฉีดเพื่อบรรเทาอาการรุนแรง
เร่งจัดการแนวทางจ่ายยาต้านไวรัสให้ทั่วถึง
การแพร่ระบาดของโควิด ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาต้านไวรัสเข้าไม่ถึงการรักษา โดย “ศ.นพ.ธีระวัฒน์” ประเมินว่า ตอนนี้สถานพยาบาลหลายแห่งจ่ายยาต้านไวรัสให้กับคนไข้ที่ต้องกลับไปรักษาตัวเองที่บ้านอย่างระวังมากขึ้น เนื่องจากมีคนที่นำยาฟาวิพิราเวียร์ ไปขายต่อจนส่งผลกระทบกับโรงพยาบาล
ขณะที่ราคายาฟาวิพิราเวียร์ มีราคาสูง ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขมีความระวังในการจ่ายยาให้กับคนไข้ เพราะยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ผลิตในยุโรป 1 คอร์ส ราคา 16,000 บาท แต่ถ้าเป็น ฟาวิพิราเวียร์ ที่ผลิตในอินเดีย ราคาอยู่ที่คอร์สละ 900–2,800 บาท
“ตอนนี้ยาต้านไวรัสในไทยไม่ได้ขาดแคลน แต่ปัญหาอยู่ที่การจ่ายยา เพราะคนไข้ต้องเดินทางมาที่สถานพยาบาลให้แพทย์ประเมิน ซึ่งตอนนี้มีคนไข้ที่มาโรงพยาบาลจำนวนมาก ทำให้เป็นคอขวด จนผู้ป่วยบางรายไม่ได้รับการรักษา ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขแต่ละพื้นที่จะต้องมีแผนในการรองรับสถานการณ์ผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นด้วย”
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาเพื่อให้กระจายยาต้านไวรัสได้ทั่วถึง กระทรวงสาธารณสุขควรออกแบบระบบให้ผู้ป่วยได้รับยาผ่านร้านขายยาใกล้บ้าน โดยจะต้องมีระบบออนไลน์เพื่อยืนยันว่ามีอาการป่วยจริง และยืนยันสิทธิผ่านบัตรประชาชน หรือวิดีโอคอลยืนยันตัวตนกับเภสัชกร เพื่อป้องกันการแอบอ้างมารับยาต้านไวรัส
กระทรวงสาธารณสุขต้องทำความเข้าใจกับประชาชน
“นิมิตร์ เทียนอุดม” รองประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ที่เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ทำให้คนไข้มีอาการรุนแรงลดลง กระทรวงสาธารณสุข จึงเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษา แต่ความเข้าใจของประชาชนยังติดกับแนวทางการรักษาแบบเดิม ที่ต้องเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลและรับยาต้านไวรัส ดังนั้นหน่วยงานรัฐจะต้องทำความเข้าใจถึงแนวทางการรักษาแบบใหม่ให้มากขึ้น
ส่วนความกังวลว่ายาต้านไวรัสในประเทศจะไม่เพียงพอ ตอนนี้ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานสาธารณสุขว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการจัดส่งยาต้านไวรัส ฟาวิพิราเวียร์ และโมลนูพิราเวียร์ ประมาณ 2–3 ล้านเม็ด จากผู้ผลิตในประเทศอินเดีย และจะมีการกระจายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศภายใน 2–3 วัน หลังได้รับยาจากผู้ผลิต
...
แนวทางการจัดการเพื่อจ่ายยาต้านไวรัสให้กับผู้ป่วยอย่างทั่วถึง กระทรวงสาธารณสุขจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการประเมินอาการของคนไข้ ให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีคนไข้บางส่วนที่ตกหล่นในการรักษา จนทำให้เข้าไม่ถึงการรักษา เนื่องจากต้องเดินทางไปรับยายังโรงพยาบาลที่ตนเองมีสิทธิรักษา ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดินทางและอาจแพร่กระจายเชื้อให้กับผู้อื่นได้