คำถามที่น่าคิด ไปทำไม..ดาวอังคาร?

ข่าว

คำถามที่น่าคิด ไปทำไม..ดาวอังคาร?

ไทยรัฐออนไลน์

2 ก.ค. 2565 11:58 น.

บันทึก

ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2539 ต้อนรับปีใหม่ 2540 หลังการแถลงข่าวโดย นาซา (NASA) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2539 การค้นพบน้ำ (แข็ง) เป็นปริมาณมาก อยู่ที่ก้นหลุมอุกกาบาต ที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยยานสำรวจดวงจันทร์ คลีเมนไทน์ (Clementine) สุทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล และผู้เขียน ในรายการโทรทัศน์ช่องไอทีวี (ก่อนจะมาเป็นไทยพีบีเอส) สาระหลักของการสัมภาษณ์ เกี่ยวกับความสำคัญของการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ ก่อนจบรายการ สุทธิชัย หยุ่น ถามศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล ว่า อยากไปดวงจันทร์ไหม? แล้วจึงถามผู้เขียนด้วยคำถามเดียวกัน ผู้เขียนตอบว่า อยากไป....แต่จริงๆ แล้ว อยากไปไกลกว่าดวงจันทร์อีก คือ ไปดาวอังคาร ...

ดาวอังคาร
ดาวอังคาร

สุทธิชัย หยุ่น จึงถามผู้เขียนว่า "ทำไมจึงอยากไปดาวอังคาร?"

ผู้เขียนตอบว่า เพราะอยากไปดูท้องฟ้ายามดวงอาทิตย์กำลังจะตกจากขอบฟ้าเวลาใกล้ค่ำบนดาวอังคาร
เพราะท้องฟ้าก่อนตะวันตกดินบนดาวอังคาร จะเป็นสีแดงสดใส ยิ่งกว่าสถานที่อื่นใดในระบบสุริยะรวมทั้งบนโลกของเราเองด้วย

นับตั้งแต่ครั้งแรกที่มนุษย์ได้เห็นสภาพพื้นของดาวอังคาร อย่างใกล้ชิด ผ่านทางยานมารีเนอร์ 4 (Mariner 4) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2508 มนุษย์ก็ตื่นเต้นกับโอกาสความเป็นไปได้ของการเดินทางด้วยตัวมนุษย์เอง ไปบุกเบิกพรมแดนใหม่ในระบบสุริยะแต่ในขณะเดียวกัน ภาพของดาวอังคารที่ได้เห็นก็ทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาด้วยว่า มนุษย์จะทุ่มเทความพยายามและการลงทุนมหาศาล เพื่อไปให้ถึงดาวอังคารด้วยตัวมนุษย์เองไปทำไม เพราะสภาพของดาวอังคารที่เห็นเป็นดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว พื้นผิวเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต แห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ไม่มีพืช ไม่มีสัตว์ ไม่มีมนุษย์ดาวอังคาร หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่เมื่อต่อมา มนุษย์สามารถเดินทางไปย่างเหยียบบนดวงจันทร์ด้วยตัว มนุษย์เอง กับโครงการอะพอลโล เริ่มจาก อะพอลโล-11 เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งก็ปลุกกระแสความตื่นเต้นและความหวังของการบุกเบิกพรมแดนใหม่ในระบบสุริยะขึ้นมาอีก แต่คำถามใหญ่ คือ ไปทำไม ดาวอังคาร? ก็ไม่หายไปไหน และก็ยังอยู่ถึงทุกวันนี้! 

มีหลายประเด็นน่าสนใจ และสำคัญสำหรับคำถาม "ไปทำไม ดาวอังคาร?" แรกสุด คือ ประเด็นน้ำหนักหรือผลกระทบจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ถึงปัจจุบัน มีโครงการของหลายประเทศ และของหลายบริษัท หรือองค์กรเอกชน ที่มีเป้าหมายส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร ระหว่างโครงการของประเทศกับของเอกชน โครงการของประเทศ ดังเช่น สหรัฐอเมริกา โดย นาซา มีความพร้อมมากกว่าของเอกชน ดังเช่น สเปซเอกซ์ (Space X) ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงดังมากของประชาชน คัดค้านการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร โครงการของทางการก็เดินหน้าไม่ได้ หรือต้องใช้เวลายาวนานขึ้น สำหรับโครงการของเอกชน ดังเช่น ของ อีลอน มัสก์ ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงบุคลากรของบริษัท หรือเสียงของประชาชนทั่วไป แต่ความพร้อมจะมีน้อยกว่าภาคราชการ

จรวด SpaceX
จรวด SpaceX

ดังนั้น นาซา ซึ่งมีความพร้อมมากกว่า สเปซเอกซ์ จึงวางเป้าหมายโครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร เป็นโครงการระยะยาว โดยจะเน้นการส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ก่อน แล้วจึงจะส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร
เป้าหมายล่าสุด (ถึงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565) คือ การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์กับโครงการอาร์ทีมิส (Artemis) ภายในปี พ.ศ. 2568 หลังจากนั้น จึงจะส่งมนุษย์ไปดาวอังคารโดยกำหนดเป้าหมายขั้นต้นถึงขณะนี้ คือ ภายในปี พ.ศ. 2576

ส่วน อีลอน มัสก์ ประกาศตั้งเป้าล่าสุด จะส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในปี พ.ศ. 2572 ก่อนนาซา แต่จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป สำหรับกลุ่มประเทศยุโรป และอังกฤษ โครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร ซึ่งถึงล่าสุด ก็ยังไม่ประกาศแผนชัดเจน แต่ที่ชัดเจน ก็คือ ต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ หรือการส่งเสียงดังว่า สนับสนุนโครงการแค่ไหน ...ส่วนประเทศทางด้านสังคมนิยม เช่น รัสเซีย จีน
เสียงประชาชนเกี่ยวกับคำถาม "ไปทำไม..ดาวอังคาร ?" จะไม่มีผลต่อโครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารนัก แต่ถึงล่าสุด ก็ยังไม่มีแผนส่งมนุษย์ไปดาวอังคารที่ชัดเจนของทั้งสองประเทศ

แล้วประเด็นอื่นๆ ที่จี้ตรงสำหรับคำถาม "ไปทำไมดาวอังคาร" ล่ะ?

ประเด็นน่าสนใจของฝ่ายคัดค้านโครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร คือ......

(1) ควรทุ่มเทเงินลงทุน และความพยายามของทรัพยากรมนุษย์ให้กับการแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกให้บรรลุผลเสียก่อน จึงค่อยไปลงทุนให้กับการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร ที่ยังมองไม่เห็นผลประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่บนโลก ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกมี เช่นปัญหาความอดอยาก ปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรง ปัญหาการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม ปัญหาจากภัยสงคราม และความรุนแรง ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ ปัญหาผู้อพยพ ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน

(2) มนุษย์ควรเอาใจใส่ดูแลดาวเคราะห์โลก ซึ่งเป็นดาวบ้านเกิดของมนุให้เป็นโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นมากกว่าการไปแสวงหาหรือยึดครองดาวเคราะห์ดวงอื่น กล่าวง่ายๆ มนุษย์ทำให้ดาวโลกบ้านเกิด "เละเทะ" มากพอแล้ว อย่าไปทำให้โลกอื่น ดังเช่น ดาวอังคาร ต้องเละเทะ เหมือนโลกอีกเลย

(3) การเดินทางไปบุกเบิกพรมแดนใหม่ที่ดาวอังคาร ก็จะเหมือนกับการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกในอดีต ที่ไปยึดครองและทำลายโลกเก่า คือ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

(4) การทุ่มเทความพยายามในการเปิดพรมแดนใหม่ของมนุษย์ บนดาวอังคาร เป็นการขยายและตอบสนองกิเลสตัณหาอันไม่รู้จักสิ้นสุด ของมนุษย์

อีลอน มัสก์ กับ ภารกิจพิชิตดาวอังคาร
อีลอน มัสก์ กับ ภารกิจพิชิตดาวอังคาร

แล้วฝ่ายสนับสนุน การเดินทางของมนุษย์สู่ดาวอังคารล่ะ มีความคิดเห็น อย่างไร ?

แรกสุด ฝ่ายสนับสนุนก็เห็นด้วย กับการตั้งคำถาม "ไปทำไม ดาวอังคาร?" เพราะเงินลงทุน จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐดังเช่น นาซา หรือของเอกชน เช่น สเปซเอกซ์ ก็ล้วนมาจากการเสียภาษีของประชาชน หรือรายได้ของบริษัทเอกชน จากประชาชนผู้เป็นลูกค้า

ดังนั้น จึงถูกต้องแล้ว ที่จะต้อง "ฟัง" ความคิดเห็นของประชาชน สำหรับโครงการที่ใหญ่ ต้องมีการลงทุนมหาศาลสำหรับ 4 ประเด็น ที่จี้ตรงสำหรับคำถาม "ไปทำไม ดาวอังคาร?" คำตอบหรือความคิดเห็นน่าสนใจของฝ่ายอยากเห็นการเดินทางของมนุษย์สู่ดาวอังคาร มีดังเช่น ต่อไปนี้

(1) โครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร สามารถจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการทุ่มเทความพยายามของคนทั้งโลก ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก การยุติโครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร จะไม่ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ บนโลก บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

(2) ถูกต้องแล้ว ที่มนุษย์ควรจะต้องเอาใจใส่ดูแลดาวเคราะห์โลกบ้านเกิดให้มาก น่าจะมากกว่าที่ได้แสดงกันออกมา ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ไปทำให้เกิด "ความเละเทะ" กับพรมแดนใหม่ของมนุษย์ในอวกาศ

พื้นผิวดาวอังคาร
พื้นผิวดาวอังคาร

(3) เป็นคำเตือนที่ก็ต้องตระหนัก (เช่นเดียวกับข้อ 2) ถึงแม้การบุกเบิกพรมแดนใหม่ของมนุษย์ในระบบสุริยะ เช่น ดาวอังคารอย่างชัดเจน จะไม่เหมือนกับการล่าอาณานิคมในอดีต เพราะชัดเจนแล้วว่า ที่ดาวอังคาร ไม่มีเจ้าของเก่า คือ ชนพื้นเมืองชาวอังคาร แต่ก็มีประเด็นน่าสนใจว่า แล้วมนุษย์ควรจะไปอยู่บนดาวอังคาร อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวในฐานะแขกผู้มาเยือนอย่างแท้จริง โดยไม่พยายามทำ เทอราฟอร์มมิง (Terraforming) เปลี่ยนดาวอังคาร ให้เหมือนโลก เพราะสภาพบนดาวอังคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรยากาศของดาวอังคาร แตกต่างไปจากโลก ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นส่วนใหญ่ ถึงประมาณ 96% มีไนโตรเจน เพียง 1.89% ออกซิเจน เพียง 0.06% และบรรยากาศของดาวอังคารที่ระดับพื้นผิว ก็มีความหนาแน่นน้อยกว่าของโลก ถึงมากกว่า 100 เท่า ถ้ามนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคารอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ก็ต้องไม่ไปเปลี่ยนสภาพของดาวอังคาร เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่บนดาวอังคารอย่างสะดวกสบายดังเช่นโลก ไม่ต้องอยู่เฉพาะภายในโดม หรือเมืองปิด ไม่ต้องสวมชุดอวกาศเมื่อไปอยู่ในที่โล่งบนดาวอังคาร

(4) ฝ่ายอยากเห็นการเดินทางของมนุษย์สู่ดาวอังคาร มีความคิดสำหรับประเด็น ข้อ 4. นี้แตกต่างออกไปว่า กิเลสตัณหา มิใช่แรงขับดันหลักของการเดินทางสู่ดินแดนใหม่ในระบบสุริยะ หากเป็น "จิตวิญญาณแห่งความเป็นนักสำรวจ" ของมนุษย์ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกคิดอย่างไร สำหรับการบุกเบิกพรมแดนใหม่ของมนุษย์ในอวกาศ

สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง
สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง

ขอยกมากล่าวถึงเพียงสองคน คือ คาร์ล ซาแกน (Carl Sagan : พ.ศ. 2477–2539) กับ สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking : พ.ศ. 2485–2561)

สำหรับ คาร์ล ซาแกน เขาใฝ่ฝันเรื่องการเดินทางสู่ดาวอังคาร ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก แต่ในช่วงเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสำรวจอวกาศเต็มตัว เขาก็เห็นด้วยกับความคิดที่มนุษย์ ควรจะแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ บนโลก ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น ภาวะโลกร้อน ให้ได้อย่างเต็มที่เสียก่อน

ส่วน สตีเฟน ฮอว์คิง มีความเห็นชัดเจนว่า การบุกเบิกพรมแดนใหม่ของมนุษย์ในอวกาศ เป็นทั้งความท้าทาย และความจำเป็น เพื่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ (จากการทำลายล้างด้วยฝีมือมนุษย์เอง)

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ มีคำตอบของท่านเองอย่างไร กับคำถาม "ไปทำไม ดาวอังคาร?" 

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

"ทูน" เชื่อ! ปาฎิหารย์หนังหน้าครู
03:26

"ทูน" เชื่อ! ปาฎิหารย์หนังหน้าครู

ApplicationMy Thairath

วันพฤหัสที่ 11 สิงหาคม 2565 เวลา 08:14 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์