- จับตาเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ 3-4 แห่ง เริ่มส่งกลิ่นผิดปกติ เตรียมประสานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ว่าผิดปกติหรือไม่
- แฉกรณีศึกษาวิธีโกงเงินสหกรณ์ ตั้งแต่ค่าประชุมจนถึงแรงจูงใจให้เร่งระดมเงินฝากเพื่อไปลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริง
- ทางรอดสมาชิกสหกรณ์ ถ้าไม่อยากถูกโกงต้องดูแลตัวเองก่อน ต้องรอบคอบ คอยตรวจสอบเงินฝาก สกัดช่องทางโกง
การโกงเงินสหกรณ์ มีการร้องเรียนมาแล้วหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มสหกรณ์ ในหน่วยงานภาครัฐ ที่มีการระดมทุนเพื่อหวังเงินปันผลจำนวนมาก ซึ่งช่องว่างการโกงส่วนใหญ่มาจากบุคคลภายใน มีส่วนรู้เห็นและทำกันเป็นขบวนการ เช่น การกล่าวหาว่ามีการโกงเงินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ของกระทรวงหนึ่ง ที่สมาชิกสงสัยว่า มีการเบิกจ่ายเงินอย่างผิดปกติ จนสร้างความสูญเสียมหาศาล
แฉวิธีโกงเงินสหกรณ์ ตั้งแต่เบิกค่ารถ จนถึงระดมเงินฝาก
“ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม” ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวว่า ตอนนี้มีขบวนการโกงเงินสหกรณ์ในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่ทำกันเป็นขบวนการ โดยรู้เห็นกันภายใน แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ บางสหกรณ์ เช่นของตำรวจ ทหาร และหน่วยงานราชการบางแห่ง ประธานมักแต่งตั้งหญิงคนสนิท เป็นผู้ควบคุมเงินในการเบิกจ่าย เลยทำให้การโกงเงินในระบบง่ายขึ้น และหาหลักฐานการกระทำผิดได้ยากกว่าเดิม
...
ขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์บางแห่ง ร้องเรียนเข้ามาถึงความผิดปกติของผู้บริหารสหกรณ์ ที่จัดประชุมบ่อย เพื่อจะได้เบี้ยประชุม เช่น 2 – 3 วัน มีประชุม 1 ครั้ง ทั้งที่ปกติการประชุมจะมีแค่ 2 ครั้งต่อเดือน หรือการโกงในการเบิกค่าเดินทาง ด้วยการบวกค่าเดินทางตามระยะทาง เช่น ที่ผ่านมามีสหกรณ์ในภาคอีสานบางแห่ง อ้างว่า มีประชุมที่กรุงเทพฯ โดยคำนวนณค่าเดินทาง เป็นค่าใช้จ่ายต่อกิโกลเมตร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ในแบบเดินทางไปกลับ ซึ่งการขอเบิกระบุมาว่า เดินทางไปประชุมแล้วกลับในเย็นนั้น แต่วิธีการเบิกให้ได้เงินมากขึ้น คือเขียนใบเบิก 2 ใบ เพื่อแสดงการเดินทางไปกลับสองครั้ง ทั้งที่มีการเดินทางไปกลับครั้งเดียว
สิ่งที่เป็นปัญหาของระบบสหกรณ์ตอนนี้คือ การระดมหาสมาชิก และเงินที่ระดมทุนในระบบมากเกินไป ทำให้มีลักษณะคล้ายๆ แชร์ลูกโซ่ ที่สมาชิกอยากไปหาสมาชิกใหม่ ที่มีเงินจำนวนมากมาลงทุน เพื่อตัวเองจะได้ปันผลจำนวนมาก เช่น สหกรณ์ครูแห่งหนึ่งที่อุบลราชธานี เคยได้ปันผลปีละ 1 ล้านบาท พนักงานสหกรณ์ได้โบนัส 8 เดือน ซึ่งพอมีเงินในระบบมากขึ้น หากบังเอิญมีผู้บริหารสหกรณ์ที่มีความโลภ ก็เริ่มจะหาช่องทางในการโกงมากขึ้น
ปัญหาการโกงของบุคลากรภายในก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะปกติสหกรณ์จะไม่มีพนักงานที่รับผิดชอบประจำ แต่บางที่เป็นสหกรณ์ใหญ่ จะมีพนักงานที่ดูแลแค่ระบบบัญชี เลยทำให้โกงได้ง่าย เช่น สหกรณ์ตำรวจที่พัทลุง ผู้จัดการเติมชื่อสมาชิกผี เข้าไปกว่า 12 ปี เพื่อให้ดูมีความเคลื่อนไหวของสมาชิกภายในสหกรณ์ เช่น ฝากเงิน หรือกู้เงิน จนกรณีนี้เสียหายไปกว่า 98 ล้านบาท
หรืออีกรูปแบบในกลุ่มสหกรณ์การเกษตร นำเงินสมาชิกไปลงทุนซื้อประกัน โดยอ้างว่าจะทำให้สหกรณ์มีกำไรเพิ่มขึ้น เพื่อให้จ่ายเงินปันผลสมาชิกได้มากขึ้น แต่สุดท้ายกลับนำเงินไปลงทุนในบริษัทแห่งหนึ่งที่ไม่ใช่บริษัทประกัน แต่มีชื่อคล้ายกับบริษัทประกัน จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิก
โดยสรุปแล้วการโกงเงินสหกรณ์ มีหลายรูปแบบในสหกรณ์แต่ละประเภท คือ 1. สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ที่มีการระดมทุนจำนวนมาก และคนที่โกงจะทำกันเป็นขบวนการภายในองค์กร ซึ่งสมาชิกยังขาดความรู้ในการตรวจสอบ หรือบางสหกรณ์ไม่ยอมใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ทำให้สมาชิกไม่สามารถตรวจสอบเงินที่ฝากไว้ได้
2. สหกรณ์การเกษตร ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะประธานและสมาชิก มักไม่มีความรู้ด้านบัญชีและกฏหมาย ทำให้ผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ใช้ช่องเหล่านี้การโกง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง ที่ในสัญญาไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ตกลงกันไว้
รู้ทันและป้องกันกลโกงเงินสหกรณ์
แม้ตอนนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ พยายามออกกฎเพื่อเข้ามาแก้ไข แต่ระเบียบการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ขนาดเล็ก ที่มีบุคลากรไม่เพียงพอในการจัดระบบใหม่ ขณะเดียวกันก็เสี่ยงที่สมาชิกจะร้องเรียนเอาผิดกับสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดการโกงในระบบสหกรณ์ สมาชิกจะต้องมีความรู้ และช่องทางการตรวจสอบเงินฝากของตนเองให้ง่ายขึ้น ผ่านแอปพลิเคชัน ที่สหกรณ์ขนาดใหญ่สามารถลงทุนทำได้ ส่วนสหกรณ์ขนาดเล็กต้องมีมาตรการที่ทำให้สมาชิก สามารถตรวจสอบเงินของตนเองได้ทุกเดือน ด้านสมาชิกสหกรณ์การเกษตร ที่มักทิ้งสมุดเงินฝากไว้ที่สหกรณ์ ควรเก็บกลับมาทุกครั้ง เพราะอาจเป็นช่องในการโกงได้
ส่วนสหกรณ์เองก็ควรมีการบริหารจัดการ โดยออกกฎกำหนดเงินฝาก ให้สมาชิก 1 คนมีเงินฝากได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เพราะที่ผ่านมา บางสหกรณ์สมาชิกมีเงินฝากถึง 60 ล้านบาท ทั้งที่ความเป็นจริงระบบนี้ ต้องการให้เกิดการระดมทุนที่ช่วยเหลือกันอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การแสวงหากำไร ที่มากเกินควร
...
หากไม่มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงการโกงไม่มีวันจบ ซึ่งล่าสุด ปรเมศวร์ เปิดเผยว่า ตอนนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ 3-4 แห่ง ที่สมาชิกเข้ามาแจ้งถึงความผิดปกติ เตรียมประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าไปตรวจสอบความผิดปกติ ขณะเดียวกันก็จะมีการส่งเสริมความรู้ ในเรื่องของการจัดเก็บเงินในแต่ละวัน ให้เหมือนกับระบบของธนาคาร ที่จะมีการตรวจสอบเงินเข้าออกทุกวัน ในช่วงเย็นหลังปิดทำการ