ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เห็นการบุกประเทศยูเครนของรัสเซีย ซึ่งได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อยูเครน ไม่ว่าจะเป็นทั้งทรัพย์สิน และชีวิตของผู้คน ถือเป็นเรื่องเศร้าสลดอย่างมาก

ผลที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากรัสเซียบุกยูเครนนั่นก็คือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการไม่ให้ธนาคารในรัสเซียเข้าถึงระบบการโอนเงินด้วย SWIFT การอายัดทรัพย์สินของมหาเศรษฐีชาวรัสเซียที่คาดว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน บริษัทต่างๆ ถอนการลงทุนจากรัสเซีย ไปจนถึงบางประเทศแบนสินค้าส่งออกหลักของรัสเซียนั่นก็คือน้ำมันดิบ กับก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

จุดประสงค์ของบทความนี้ ผมจะมาพูดถึงผลของการบุกยูเครนของรัสเซียที่กระทบกับเกษตรกรไทยนั่นก็คือราคาปุ๋ย และผลกระทบดังกล่าวนี้ยังส่งต่อไปยังราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ซ้ำเติมประชาชนชาวไทยกำลังได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงสุดในขณะนี้ครับ

ไทยใช้ปุ๋ยเคมีมากแค่ไหน

ข้อมูลจากรัฐบาลไทยในปี 2564 ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจาก 45 ประเทศ ปริมาณ 5,520,883 ตัน คิดเป็นมูลค่า 70,103 ล้านบาท

เมื่อจัดลำดับ 5 ประเทศที่ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีมากที่สุด

1. ประเทศจีน นำเข้า 1.25 ล้านตัน มูลค่า 16,997 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.75 เปอร์เซ็นต์

2. ประเทศซาอุดีอาระเบีย นำเข้า 8.4 แสนตัน มูลค่า 10,707 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.3 เปอร์เซ็นต์

3. ประเทศรัสเซีย นำเข้า 4.4 แสนตัน มูลค่า 5,604 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.06 เปอร์เซ็นต์

4. ประเทศโอมาน นำเข้า 3.6 แสนตัน มูลค่า 4,381 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.64 เปอร์เซ็นต์

5. ประเทศเกาหลีใต้ นำเข้า 3.3 แสนตัน มูลค่า 3,417 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.14 เปอร์เซ็นต์

...

หากแยกเป็นประเภทของปุ๋ยแล้วนั้นข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรีย คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 43.8 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมคิดเป็นสัดส่วน 12.0 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นปุ๋ยประเภทอื่นๆ

จุดเริ่มต้นจากจีน เมื่อไม่ส่งออกยูเรีย

ต้องขอเล่าถึงที่มาของปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยธาตุหลักและมีความสำคัญมากต่อเกษตรกรทั่วโลก สำหรับการผลิตปุ๋ยยูเรียนั้นใช้แอมโมเนียมาผ่านแรงดันและอุณหภูมิสูงจนกลายเป็นยูเรียเหลว หลังจากนั้นจึงนำมาผลิตเป็นปุ๋ย

วัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตปุ๋ยยูเรียมาจากเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน เป็นต้น เราจะเห็นว่าการผลิตปุ๋ยชนิดนี้ต้องพึ่งพิงประเทศผู้ส่งออกพลังงาน นอกจากนี้ยังรวมถึงภาคการขนส่ง ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้สินค้าประเภทพลังงานและค่าขนส่งมีราคาแพงอย่างมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา 

สำหรับวิกฤติปุ๋ยแพงนั้นมีจุดเริ่มต้นในช่วงเดือนกันยายนของปี 2564 เมื่อทางการจีนประกาศว่าจะงดส่งออกยูเรียซึ่งเป็นปุ๋ยธาตุหลัก แม้ว่าผู้ผลิตปุ๋ยในประเทศจีนหลายแห่งพร้อมที่จะส่งออกก็ตาม สาเหตุหลักมาจากประเทศอินเดีย และออสเตรเลีย ซึ่งมีความขัดแย้งกับจีน มีความต้องการปุ๋ยชนิดนี้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่ปลูกพืชต้องการปุ๋ยยูเรีย เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด ก็ต้องการปุ๋ยประเภทนี้เช่นเดียวกันก็ได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย

ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า จีนส่งออกปุ๋ยเคมีปริมาณมากถึง 30% ของกำลังผลิตทั่วโลก ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 ผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่อันดับสองของโลกอย่าง Yara ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศนอร์เวย์ออกมาประกาศลดการผลิตปุ๋ยยูเรียในโรงงานที่ประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส เนื่องมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นในทวีปยุโรปจากการบุกยูเครนของรัสเซีย

สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้ราคาปุ๋ยยูเรียในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทันทีจากความต้องการปุ๋ยที่สูง แต่กำลังการผลิตปุ๋ยทั่วโลกกำลังลดลง

เคราะห์ซ้ำจากรัสเซียบุกยูเครน เมื่อปุ๋ยโพแทสเซียมราคาพุ่ง

ไม่ใช่แค่ปุ๋ยยูเรียเท่านั้น แต่ล่าสุดผลกระทบกับเกษตรกรไทยและเกษตรกรทั่วโลกนั่นก็คือราคาปุ๋ยโพแทสเซียมมีราคาแพงขึ้น จากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจประเทศที่คว่ำบาตรของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของรัสเซียได้ออกมาประกาศให้ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีในประเทศลดกำลังการผลิตลงมา โดยให้เหตุผลที่ว่าบริษัทขนส่งระหว่างประเทศไม่สามารถขนส่งปุ๋ยเคมีได้ 

หลังจากนั้นในสัปดาห์ต่อมารัฐบาลรัสเซียจึงประกาศแบนการส่งออกสินค้ามากถึง 2,000 ชนิด รวมถึงปุ๋ยประเภทโพแทสเซียมด้วย โดยข้อมูลจากรอยเตอร์ส ระบุว่า รัสเซียส่งออกปุ๋ยเคมีปริมาณมากถึง 13 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั่วโลกรวมกัน

การบุกยูเครนของรัสเซียนั้นยังทำให้เบลารุสซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกปุ๋ยประเภทโพแทสเซียมเช่นเดียวกับรัสเซียก็ใช้นโยบายงดส่งออกเช่นกัน ไม่เพียงแค่นั้นประเทศยูเครนยังเป็นประตูของการส่งออกสินค้าของเบลารุส เนื่องจากยูเครนเป็นประเทศคู่ค้าใหญ่ติด 1 ใน 3 ที่มีมูลค่าการค้าขายระหว่างกันก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศที่ใช้ปุ๋ยประเภทโพแทสเซียมมากที่สุดนั่นก็คือบราซิล และพืชที่บราซิลปลูกและเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอย่าง ถั่วเหลือง กาแฟ ที่ต้องการปุ๋ยประเภทนี้ ขณะที่ความขัดแย้งยังรุนแรงอยู่นั้น บราซิลกำลังประสบปัญหาปุ๋ยขาดแคลน เนื่องจากเป็นประเทศที่นำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียเป็นอันดับ 1

เมื่อความต้องการปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้นจากประเทศเกษตรกรรม แต่กำลังการผลิตปุ๋ยทั่วโลกหายไปจากทั้งจีนและรัสเซีย จึงส่งผลต่อราคาปุ๋ยในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อจากผลกระทบดังกล่าว

...

ราคาอาหารทั่วโลกเตรียมปรับตัวสูงขึ้น

ปัจจัยที่ว่ามาทั้งหมดนั้นทำให้ราคาพืชผลทางเกษตรทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นทันที แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะดูน่าดีใจสำหรับเกษตรกร แต่ในความเป็นจริงปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูกอย่างปุ๋ยมีราคาแพงขึ้นย่อมทำให้ต้นทุนกลับเพิ่มมากขึ้น กำไรที่เกษตรกรได้อาจได้ลดลงมากกว่าจะได้เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ และยังมีต้นทุนทางเกษตรอื่นเตรียมปรับตัวขึ้นอีกจำนวนมากจากผลกระทบนี้ 

ไม่ใช่แค่เกษตรกรเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็เตรียมได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังจากราคาพืชผลทางเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสภาวะปุ๋ยแพง ในรายงานของ Krungthai COMPASS ระบุว่ารัสเซียและยูเครนยังเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของครัวเรือนทั่วโลก

ทางด้านประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างบราซิล สินค้าที่ส่งออกถั่วเหลือง ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญไม่ว่าจะเป็น น้ำมันถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง ขณะที่กากถั่วเหลืองเองก็นำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารสัตว์ ส่วนกาแฟก็เป็นวัตถุดิบสำคัญด้วยเช่นกัน

ถ้าหากวัตถุดิบสำคัญของครัวเรือนทั่วโลกรวมถึงอาหารสัตว์มีราคาสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นสูงมากกว่านี้ และถ้าหากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก เศรษฐกิจไทยเองกำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หากเจออัตราเงินเฟ้อที่สูงเข้าไปแล้วย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2565 นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่สภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจทันที ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็หลีกเลี่ยงปัญหานี้ไม่ได้ เพราะข้าวปลาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต.

ที่มา: Krungthai COMPASS, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, Reuters, Bloomberg, Bloomberg, ไทยรัฐ, CNN, The Guardian

...