สินค้าหลายชนิดขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่น้ำมัน ไปจนถึงไข่ไก่ และค่าไฟ แก๊สกำลังจะแพงขึ้นตามมาอีก กลายเป็นวาระร้อนที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องพยายามมาสื่อสารว่ารัฐบาลพยายามช่วยแก้ปัญหานี้อย่างเต็มที่ และขอความเข้าใจ
ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีการขอความร่วมมือประชาชนในด้านต่างๆ อย่างล่าสุด เพิ่งกล่าวเมื่อวานนี้ (16 มี.ค.2565) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า "ขอร้องภาคธุรกิจขอให้ลดราคาลงบ้าง ไม่ใช่ลดจากราคาเดิม ราคาเดิมก็เป็นราคาเดิมก่อนสงคราม วันนี้เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ก็ยอมลดกำไรลงมาหน่อยได้หรือไม่ ไม่อยากไปควบคุมมากนัก เพราะจะทำให้ธุรกิจเดินไม่ได้เหมือนกัน”
แล้วกำไรของผู้ประกอบการรายใหญ่มีมากแค่ไหน ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ลองสำรวจข้อมูลของบริษัทขนาดใหญ่ในไทย ในกลุ่มบริษัทที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่ามีสัมปทานจากรัฐ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ ที่มีกำไรในหลักหมื่นล้านบาทขึ้นไป ย้อนหลังไป 4 ปีนั้น ทั้งกลุ่มขนส่ง พลังงาน สื่อสารโทรคมนาคม ก่อสร้าง ส่วนใหญ่ยังมีกำไร แต่อยู่ในระดับหลักร้อยล้าน และพันล้านบาท มีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีกำไรเกินหลักหมื่นล้านบาท
แน่นอนว่าอันดับต้นๆ หลายคนนึกถึงสินค้าประเภทราคาน้ำมัน เพราะราคาแพงขึ้นมาอย่างถล่มทลาย โฟกัสจึงตกไปอยู่ที่กลุ่ม ปตท. อีกครั้งในฐานะที่เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย ซึ่งผลประกอบการของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี 2564 ทะลุไปถึง 108,363 ล้านบาท สูงกว่าปี 2563 เกือบ 3 เท่าตัว และใกล้เคียงกับช่วงปี 2561
ทั้งนี้ คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ เกี่ยวกับผลประกอบการที่มีกำไรกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น ปตท.ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงเหตุผลต่างๆ เช่น ระบุว่า มีกำไรสต๊อกน้ำมันของกลุ่ม ปตท. ประมาณ 46,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปี 2563 มีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 19,000 ล้านบาท มีการใช้น้ำมันมากขึ้น หลังจากคลายล็อกดาวน์ มีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมจำนวน 9,010 ล้านบาท รวมไปถึงมีส่วนลดจากปริมาณที่ผู้ผลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณ ตามสัญญา (Shortfall) ของปตท. ประมาณ 1,700 ล้านบาท มีการรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน ธุรกิจท่อส่งก๊าซฯ ใน อียิปต์ ประมาณ 1,400 ล้านบาท เป็นต้น
...
สำหรับบริษัทในเครือต่างมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้ง ปตท.สผ. และพีทีทีโกลบอล เคมิคอล ซึ่งปี 2563 พีทีทีโกลบอล เคมิคอล มีกำไรน้อยมากเพียง 200 ล้านบาท เพราะส่วนหนึ่งรับรู้ผลขาดทุนจากการสต๊อกน้ำมัน
มากันที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในปี 2564 มีกำไร 47,174 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 ปี ส่วนกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของไทย แม้จะะมีกำไรลดลง แต่ก็ยังรักษาระดับเกิน 20,000 ล้านบาทไว้ได้ เช่นเดียวกับ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ยังรักษาระดับกำไรไว้เกิน 10,000 ล้านบาทได้
จากความเห็นของนายกรัฐมนตรี กับข้อมูลนี้ดูเหมือนว่าภาคเอกชนรายใหญ่กลายเป็นความหวัง เพราะยังเติบโตได้ดี โดยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ถ้าเป็นเอกชนรายใหญ่ ชัดเจนว่ามีศักยภาพในการช่วยเหลืออย่างที่นายกรัฐมนตรีขอร้องได้ แต่เอกชนรายเล็ก รายย่อย รายกลาง ปัจจุบันก็ลำบากมาก เพราะต้นทุนทุกอย่างสูง รวมทั้งต้นทุนทางการเงิน ที่รายเล็กไม่ได้เงื่อนไขดีเท่ากับรายใหญ่
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของปากท้องประชาชนนั้น ยังไม่ใช่แค่เรื่องการลดราคา แต่ยังต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะแม้จะลดราคา แต่ประชาชนยังไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง