เหตุน้ำมันรั่วไหลกลางทะเล ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. ห่างจากฝั่งท่าเรือมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 20 กม. แม้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างออกมายืนยันจะส่งผลกระทบไม่มากนัก หลังระดมกำลังฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน จนสามารถควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว

แต่ได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อมูลปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหลออกมาจากเรือ มีจำนวนเท่าใดกันแน่ เพราะข้อมูลที่ออกมาในช่วงก่อนหน้า น่าจะมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน จากเดิม 4 แสนลิตร ทำให้เกิดความสับสน ยากจะคำนวณปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล นำไปประเมินความเสียหาย และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ขณะที่ วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุได้รับรายงานประมาณการน้ำมันดิบรั่วไหลเบื้องต้นไม่เกิน 1.6 แสนลิตร หรือ 128 ตัน คิดเป็น 0.04% ของน้ำมันในเรือ ซึ่งเรือดังกล่าวมีขนาดความจุประมาณ 3.2 แสนตัน

จากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 27 ม.ค. เวลา 18.23 น. ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พบคราบน้ำมันลอยแผ่เป็นบริเวณกว้างกินเนื้อที่ 47 ตารางกิโลเมตร หรือกว่า 9 เท่าของเกาะเสม็ด เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ห่างชายฝั่งทะเล อ.เมืองระยอง ประมาณ 6.5 กิโลเมตร และห่างจากเกาะเสม็ด ประมาณ 12 กิโลเมตร

...

ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 28 ม.ค. คราบน้ำมันดิบที่รั่วไหลได้ถูกคลื่นซัดเข้าชายหาดแม่รำพึง เป็นที่เรียบร้อยแล้วตามการคาดการณ์ โดยคราบน้ำมันสีดำ กระจายเป็นหย่อมๆ ตามชายหาดยาวประมาณ 2 กิโลเมตร และทางจังหวัดได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ห้ามลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด

ข้อมูลน้ำมันรั่ว ไม่ตรงกับความจริง ทำไมถูกปกปิด 

เหตุน้ำมันรั่วไหลครั้งนี้ แม้มีความแตกต่างจากปี 2556 เนื่องจากเป็นน้ำมันเบา ซึ่งการควบคุมจะง่ายกว่าน้ำมันหนักที่สร้างผลกระทบอย่างหนักบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว แต่ ”เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กลับมองว่า ทั้งน้ำมันหนักและน้ำมันเบา ย่อมส่งผลกระทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบจะเห็นผลกระทบชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการรั่วไหลของน้ำมันครั้งนี้ข้อมูลไม่ชัดเจน จากน้ำมันดิบ กลายมาเป็นน้ำมันเบา ซึ่งแตกต่างจากปี 2556

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ

“เรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมันรั่ว เป็นประเด็นใหญ่ จากที่ติดตามเหตุการณ์มานานพบว่า น้ำมันรั่วเกิดขึ้นบ่อย และยังมีข้อถกเถียงเหตุน้ำมันรั่ว ปี 2556 ว่ามีปริมาณเท่าไรกันแน่ เพราะเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่ตามมา แม้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฝ่ายรัฐ ระบุน้ำมันดิบรั่วไหล 4-5 หมื่นลิตร แต่การคำนวณของผู้เชี่ยวชาญ กลับพบว่ามีปริมาณไม่ต่ำกว่าแสนลิตร”

ความจริงแล้วการหาข้อมูลทำได้ง่ายมาก ขึ้นอยู่กับบริษัทน้ำมันจะบอกข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเอกสารปริมาณนำเข้าน้ำมัน ต้องแจ้งกับศุลกากร ซึ่งแน่นอนทางศุลกากรต้องรู้เรื่องนี้ว่าเป็นน้ำมันชนิดใดและมีปริมาณเท่าไร โดยเหตุน้ำมันรั่วล่าสุดเกิดขึ้นช่วง 3 ทุ่มกว่าๆ คิดว่าน้ำมันได้รั่วออกไปเป็นจำนวนมากแล้ว หากสมมติปริมาณน้ำมันมี 2 แสนตันจากข้อมูลศุลกากร และเมื่อดูปริมาณที่เหลือในเรือ ก็จะรู้ว่าน้ำมันได้รั่วออกไปเท่าใด

เหตุการณ์น้ำมันรั่ว ปี 2556
เหตุการณ์น้ำมันรั่ว ปี 2556

...

นอกจากนี้เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งข้ามประเทศขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นปริมาณน้ำมันต้องมากกว่า 1 แสนตันอย่างแน่นอน หรืออาจ 2 แสนตัน และถ้าน้ำมัน 1 แสนตันรั่วออกไป โดยคำนวณจากอัตราความเร็วของการรั่วไหลและปริมาณที่ค้างอยู่ในเรือ แต่ข้อเท็จจริงไม่มีใครยอมบอก และเอกสารอยู่ที่ศุลกากร ได้มีการตรวจสอบไปแล้วหรือไม่ จะสามารถบอกได้ถึงปริมาณน้ำมันบนเรือว่าเหลือเท่าใด

“คำถามคือ เจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่แล้วหรือยัง และปริมาณน้ำมันที่ลอยลงทะเล บวกกับสารเคมีใช้ขจัดคราบน้ำมัน ซึ่งประเด็นอยู่ที่ว่ามันไม่ได้ทำให้น้ำมันหายไป แต่ไม่ให้น้ำมันเกาะกลุ่มกัน และหวังว่าจะจมลงสู่ใต้ทะเล กว่าจะสลายตัวต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ”

เพราะฉะนั้นแล้วจะเหลือสารเคมีตกค้าง และเป็นประเด็นอีกว่าใช้สารเคมีไปเท่าใด ใช้ไปกี่ลิตรในการย่อยสลายคราบน้ำมัน จะก่อผลกระทบเบื้องต้นเมื่อจมลงทะเล โดยปะการังอ่อนกระทบหนักสุด จะไม่ขยายตัว และลามไปถึงแพลงก์ตอน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับผลกระทบตามมาเป็นทอดๆ

ถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

...

บทเรียนเหตุน้ำมันรั่ว จากการปกปิดข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล ทำให้การแก้ไขไม่ทันท่วงที รวมถึงปริมาณสารเคมีที่ใช้ ถือเป็นความผิดปกติจะต้องมีการตรวจสอบ อีกทั้งประเด็นการขนถ่ายน้ำมันตามหลักการสากล เรือจะต้องเทียบท่าในการถ่ายโอนน้ำมัน หากมีการรั่วไหล จะสามารถตีขอบเขตคามเสียหายได้

กรณีของไทยมีความผิดปกติ ไม่มีการถ่ายโอนน้ำมันบริเวณชายฝั่ง แต่ถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเลจากเรือสู่ท่อ หากเกิดอุบัติเหตุกลางทะเล จะก่ออันตรายและสร้างความสูญเสียมากกว่า หรือเป็นความตั้งใจหลีกเลี่ยงมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

เป็นอีกคำถามว่าทางการของไทย ทำไมปล่อยให้ถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล เพราะหากถ่ายโอนจากเรือบริเวณชายฝั่ง แม้ในตอนกลางคืนก็จะเห็นได้ชัด แต่กลางทะเลไม่มีใครตรวจสอบ ซึ่งเหตุการณ์เมื่อปี 2556 ก็เคยหยิบยกประเด็นนี้มาพูด

เกาะเสม็ด ได้รับผลกระทบหนักจากเหตุน้ำมันรั่ว ปี 2556
เกาะเสม็ด ได้รับผลกระทบหนักจากเหตุน้ำมันรั่ว ปี 2556

...

กระทั่งเหตุล่าสุดของบริษัท สตาร์ปิโตรเลี่ยม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) มีเชฟรอน และบริษัทปิโตรเลียมใหญ่ในไทย ถือหุ้น อาจทำให้หน่วยงานราชการ ไม่ค่อยกล้าเข้าไปตรวจสอบ และมีอดีตรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาเชฟรอน ถือว่าบริษัทกลุ่มนี้มีอิทธิพลเหนือรัฐ กลายเป็นปัญหาน้ำมันรั่วซ้ำซากไม่จบสิ้น

อย่างกรณีปี 2556 ประชาชนได้รับเงินชดเชยความเสียหายน้อยมาก ทั้งๆ ที่ความหนาของชั้นน้ำมันประมาณ 1 ฟุต จากผิวดิน ทำให้ระบบนิเวศเสียหายทั้งหมด แต่การเยียวยามีการแยกส่วนไม่เท่ากัน ระหว่างชาวประมงและผู้ประกอบการ เพราะปกติรายได้ชาวประมง จะได้กำไรเป็นพัน แต่เมื่อเกิดเหตุน้ำมันรั่ว ทำให้ไม่มีรายได้เข้ามา 3-4 เดือน

ขณะที่ไทยมีแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ โดยโครงสร้างของแผนมีคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน เป็นผู้สั่งการ และประกอบไปด้วยหลายหน่วยงาน แต่เมื่อมาถึงชั้นของการปฏิบัติ จะโฟกัสเฉพาะสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น ไม่มีการตรวจสอบข้อมูล ทำให้ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้

ไทยแลนด์โอนลี่ น้ำมันรั่วซ้ำซาก บทเรียนไม่เคยแก้ไข

ข้อมูลกรมเจ้าท่า พบว่าน้ำมันรั่วทุกๆ ปี ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล จากคลื่นลมแรง และอุบัติเหตุหลายสาเหตุ แต่เปิดเผยข้อมูลไม่ชัดเจน เพราะอิทธิพลของบริษัทน้ำมัน มีการเอื้อต่อกลุ่มการเมืองและข้าราชการ อย่างปี 2556 น้ำมันที่รั่วออกมาไม่ใช่ 5 หมื่นลิตร จากการคำนวณของผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อว่าน่าจะ 1 แสนลิตรขึ้นไป และครั้งนี้น่าจะ 4 แสนลิตร

“เมื่อเวลาผ่านไปได้ลดลงมาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มีข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานอนุมัตินำเข้าน้ำมัน สามารถคำนวณได้จากปริมาณที่เหลือในเรือ นำไปหักลบก็จะรู้ว่าน้ำมันรั่วลงทะเลเท่าไร”

เหตุการณ์น้ำมันรั่วในไทย จะไม่หมดไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่ยังมีการขนถ่ายน้ำมันอยู่กลางทะเล และท่อน้ำมันมีความยาวหมื่นกิโลเมตร เป็นโครงข่ายในทะเลมีการวางมาตั้งแต่ปี 2520 จนถึงวันนี้ 30 กว่าปี จึงมีความเป็นไปได้ที่ท่อน้ำมันจะเกิดการกัดกร่อนและผุได้ อาจมีจุดที่น้ำมันรั่วไหลได้ และทุกครั้งที่เกิดเหตุทางบริษัทน้ำมันจะไม่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ กลายเป็นบทเรียนที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข.