การเมืองไทย ภายใต้ระบอบ “ประยุทธ์” ในห้วงเวลา 7 ปีกว่า ผ่านปัญหาอุปสรรคมากมาย จนใกล้สิ้นปี 2564 จะเข้าสู่ปีใหม่ 2565 อาจเป็นปีเสือไม่ธรรมดา ในการชี้ชะตานับถอยหลังปิดฉากรัฐบาล “ประยุทธ์” ในที่สุดก็เป็นไปได้ ตั้งแต่ครองอำนาจในนาม คสช.
ตลอดปี 2564 การเมืองไทยยังคงลุ่มๆ ดอนๆ ในลักษณะการเมืองนอกสภาก้าวหน้า การเมืองในสภาล้าหลัง อย่างที่ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยบอกมาตลอด เพราะการเมืองไทยยังอยู่ในภาวะปัญหา 3 ด้าน ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ด้านความชอบธรรมทางการเมือง และประสิทธิภาพประสิทธิผล
ในประเด็นภาวะปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมือง เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งระบบ และเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะมีการต่อรอง มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐ อยู่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งการปรับ ครม. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยกตัวอย่างเช่น แผนล้มนายกฯ จนสุดท้ายมีการปลดฟ้าผ่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี กระทั่งเกิดกระแสรอยร้าว 3 ป.
...
ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้ 3 ป.จะแตกอย่างไร แต่แยกกันไม่ได้ เพราะ 3 ป. เป็นผู้กุมยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. หากแยกกันเมื่อใด ก็เป็นจุดจบของรัฐบาล อีกทั้ง 3 ป. ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน แต่เติบโตในแวดวงราชการมาด้วยกันในการเป็นพี่น้อง เป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไม่สามารถแตกแยกกันได้ง่าย
อีกอย่างที่เป็นปัญหาต่อเสถียรภาพการเมือง มาจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่ปลายปี 2563 จนมาต้นปี 2564 พุ่งเป้าการบริหารของรัฐบาลในเรื่องการบริหารจัดการโควิด มีการชุมนุมคาร์ม็อบ ซึ่งจะเห็นว่าตลอดทั้งปีมีการชุมนุมเป็นระยะๆ และเว้นบางช่วงจากสถานการณ์โควิด และขณะนี้แกนนำผู้ชุมนุมถูกจับกุมคุมขัง จากการใช้อำนาจของรัฐบาล
แต่โอกาสจะกลับมาชุมนุมในปี 2565 ก็ยังมีอยู่ในลักษณะแนวร่วม และฝ่ายที่เดือดร้อนเพราะรัฐบาล ทั้งปัญหาภาวะเศรษฐกิจเรื้อรัง และการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน จะผสมผสานกันกับกลุ่มที่เดือดร้อนจากการใช้อำนาจของรัฐบาล เช่น กลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น เป็นจุดที่ทำให้การชุมนุมจะกลับมาใหม่ในปี 2565
ด้านความชอบธรรมทางการเมือง และประสิทธิภาพประสิทธิผล มีความสัมพันธ์กัน โดยปี 2564 มีประเด็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ และโควิด ได้มีการโอนอำนาจสั่งการกฎหมาย 30 กว่าฉบับไปยังนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งการกู้เงิน พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท จาก 1 ล้านล้านบาท มีผลทำให้กรอบวินัยการเงินการคลัง มีการขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะ จากไม่เกิน 60% มาเป็น 70% ของจีดีพี จนทำให้เกิดคำถามในแง่ประสิทธิภาพประสิทธิผล และความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งต้องได้รับจากประชาชน
ดื้อดึงขอเป็นนายกฯ 8 ปี ชนวนเหตุชี้ชะตา อยู่หรือไป
ในแง่ของความชอบธรรมทางการเมือง จะเป็นอีกประเด็นนำไปสู่ข้อเรียกร้องว่า นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ หรือจะทำอย่างไรต่อไป เป็นการสะท้อนเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองมาโดยตลอด เช่นเดียวกับเสถียรภาพทางการเมืองในปี 2565 โดยเฉพาะวาระ 8 ปีในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะชี้ระยะทางของอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอนาคตของรัฐบาล
...
นอกจากนี้จะเกี่ยวข้องกับภาคประชาชน ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนอีกครั้ง ภายหลังร่างของไอลอว์ มีการเสนอในปี 2563 และกลุ่ม Resolution เสนอในปี 2564 ตกหมด และการเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยพรรคการเมือง 13 ญัตติ ซึ่งผ่านเพียงญัตติเดียว ในเรื่องบัตรเลือกตั้งแบบคู่ขนาน
หากการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องปัญหาทางเทคนิค จะสามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ แต่มีการออกแบบเพื่อเป็นเครื่องมือทางเทคนิค ในการเอื้ออำนาจของกลุ่มการเมือง แม้จะเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้คิดว่าในปี 2565 การเมืองนอกสภายังคงก้าวหน้า และการเมืองในสภายังคงล้าหลังเหมือนปี 2564 หากยังไม่ปรับสมดุลด้านเสถียรภาพทางการเมือง ความชอบธรรมทางการเมือง และประสิทธิภาพประสิทธิผล
ส่วนสิ่งที่คาดหวังในปี 2565 ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีกระบวนการยึดโยงประชาชน โดยมี สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ ภายหลังที่ผ่านมามีการเสนอหลายยกและตกหมด เชื่อว่าภาคประชาชนจะมีการเสนออีกในปี 2565 แต่คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาการเมือง และสร้างประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคม หรือแม้แต่ระบบเลือกตั้ง ได้ทำให้การเมืองไม่มีทางออกในการเดินร่วมกัน
...
“เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย เกิดขึ้นได้ตลอด เพราะเสถียรภาพไม่มี อาจจะเห็นนายกฯ ลาออก หรือยุบสภา หรือรัฐประหาร หรืออาจมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาระ 8 ปีของนายกฯ แต่อย่างไรแล้วรัฐบาลอาจดันทุรังอยู่จนครบ 4 ปี แต่คิดว่าอาจยาก”
ประเด็นวาระ 8 ปีในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นการชี้ชะตาตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ เพราะหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2560 ในการรับรองนายกรัฐมนตรี ต้องนับทั้งหมด เพราะไม่ต้องการให้ผูกขาดอำนาจ ซึ่งจะต้องนับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ส่วนการนับตั้งตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งมีการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และคิดว่าประเด็นนี้จะร้อนแรงในปี 2565 ขอให้จับตาดูกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ในปี 2564 หากประเมินผลงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา จากเต็ม 10 ให้เพียง 4 คะแนนเท่านั้น จากปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ การระบาดของโควิด และการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ยอมเปิดพื้นที่ว่างในการแสดงออกใดๆ.
...