หลายพื้นที่ในโลกใบนี้ กำลังเตรียมเฉลิมฉลอง เพื่อนับถอยหลังเข้าสู่วันปีใหม่ 2565 ด้วยความหวังชีวิตที่ดีกว่าเดิม แต่มุมหนึ่งบนโลกใบนี้ ที่ประเทศเมียนมา มีหลายพันชีวิตกำลังกลายเป็นผู้ลี้ภัยสงคราม หนีความตายที่บางวันมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
และนี่คืออีกเหตุการณ์รุนแรงในเมียนมา ที่มีการสู้รบกันระหว่างกองทัพเมียนมา และกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู ครั้งล่าสุดเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวกะเหรี่ยงหนีตาย อพยพข้ามแม่น้ำเมยเข้ามายังฝั่งไทยหลายระลอก แม้บางวันหยุดยิง แต่บางวันก็มีเสียงดังของการต่อสู้อย่างไม่ทันตั้งตัว รวมกว่า 10 วันที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามจุดต่างๆ ใน อ.แม่สอด แล้วหลายพันคน
...
อย่างที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดตาก 96 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 6 ชั่วโมง มีชาวกะเหรี่ยงหนีตายมาพักพิงชั่วคราวมากกว่า 1 พันคน และนี่คือคำบอกเล่าของสองชีวิต กับนาทีชีวิตที่หนีข้ามฝั่งมา
มะมิโกะ อายุ 31 ปี ตอนอยู่ที่หมู่บ้านกะเหรี่ยง มีอาชีพค้าขาย เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนด้วยนำ้เสียงตื่นเต้น และพยายามถ่ายทอดให้เราฟัง โดยสรุปใจความได้ว่า ตอนได้ยินเสียงดัง ตอนแรกก็ตกใจ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นระเบิด พอเห็นเฮลิคอปเตอร์มา แล้วเห็นข้างบ้านร้องโวยวาย ก็เลยรีบอุ้มลูกแล้ววิ่งไปหลบ พอรู้ว่าเป็นเสียงระเบิด เลยรีบเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋า อุ้มลูกวิ่งออกจากบ้าน เห็นคนอื่นวิ่งก็วิ่งตาม เพราะกลัวลูกจะเป็นอะไร วิ่งหนีข้ามมาไทย แต่แฟนไม่ได้มาด้วย เพราะอยากเฝ้าบ้าน ไม่ยอมมา
เธอบอกว่า ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ สงสารลูก ลูกร้องไห้ตลอด พอข้ามมาไทยก็สบายใจ ก็เป็นห่วงแฟน แต่มีเพื่อนบอกว่าปลอดภัยดี ก็สบายใจ ตอนนี้ยังไม่กล้ากลับไปที่หมู่บ้าน เพราะไม่รู้จะมายิงกันอีกเมื่อไหร่ และขอให้จบเร็วๆ เพราะความรู้สึกนั้นน่ากลัวมาก
อีกหนึ่งความรู้สึกจาก เอไซ อายุ 51 ปี ที่ตอนอยู่ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง ทำเกษตร เล่าว่า ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย น้องบอกให้วิ่งก็วิ่ง ไม่นานก็มีเสียงดังมาก ตอนแรกไม่กล้าออกจากบ้าน กลัว แต่น้องมาดึง เลยไปกับน้อง ระเบิดน่ากลัวมาก ยอมเสี่ยงข้ามแม่น้ำมาที่นี่ เพราะคิดว่าเอาชีวิตรอดไว้ก่อน ยังไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้ตอนไหน เห็นเพื่อนบอกว่า ไม่ปลอดภัย เพราะยังสู้กันอยู่
...
ทั้งเอไซ และมะมิโกะ เป็นผู้ลี้ภัยสงครามในประเทศ ที่ต่างยังไม่กลับหมู่บ้านของตัวเอง เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมเชื้อชาติอีกกว่า 300 ชีวิต ที่ยังต้องการอยู่ในประเทศของตัวเอง จึงเลือกเดินทางตามที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 14 ของไทย เตรียมรถไปส่งลงเรือข้ามแม่น้ำเมย เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองเมียวดี ไปอยู่กับญาติก่อน เพื่อรอว่าวันหนึ่งเมื่อเหตุการณ์สงบแล้วจะได้กลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง
...
สำหรับชาวกะเหรี่ยงบางส่วนที่ยังไม่ต้องการกลับบ้าน จะถูกพาไปพักพิงที่ศูนย์อพยพหลัก ที่ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ต่อไป.