ห้วงเวลานี้ทุกคนต้องตั้งการ์ดสูงและเข้มงวดในมาตรการเว้นระยะห่าง เพื่อป้องกันโควิดสายพันธุ์ใหม่โอมิครอน เพราะแพร่เชื้อรวดเร็วอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และกำลังระบาดไปเกือบทุกประเทศทั่วโลก จากการเตือนขององค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะวัคซีนที่มีอยู่อาจไม่สามารถต้านทานได้อย่างเต็มที่
เป็นความน่ากลัวของสายพันธุ์โอมิครอน จากระดับสูง มาระดับสูงมาก ไม่ได้รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา และมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำได้อีก แสดงให้เห็นว่าโอมิครอนไม่ได้กระจอก คาดกันว่าวัคซีนชนิด mRNA สามเข็มเท่านั้นที่อาจจะช่วยได้ หรือขั้นเลวร้ายหากจะหวังพึ่งวัคซีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะยับยั้ง และต้องใช้ยาเม็ดที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้นในการรักษา
ขณะที่ยุโรป ได้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนไปแล้ว มีอัตราการติดเชื้อสูงที่สุดในโลก โดยอังกฤษ ผู้ติดเชื้อโอมิครอนในกรุงลอนดอน ขยับจาก 1% มาเป็น 80% ในช่วงเวลา 14 วัน อาจมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 200,000 คนต่อวัน และพบผู้เสียชีวิตรายแรกของโลก แม้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้จะทำให้มีอาการป่วยหนัก แต่ไม่ควรไว้วางใจว่าเป็นเชื้อที่ก่ออาการป่วยเพียงเล็กน้อย หากเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า
สถานการณ์ในไทย จากการรายงานของศบค.มีการยืนยันการติดเชื้อโอมิครอนแล้ว 14 ราย และยังรอเคสต้องสงสัยเพิ่มอีก ส่วนในอาเซียนพบว่าประเทศอินโดนีเซีย มีผู้ติดเชื้อโอมิครอนรายแรก ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ เช่นเดียวกับประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มีผู้ติดเชื้อโอมิครอน 2 ราย และกัมพูชา พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนรายแรก คาดว่าประเทศในอาเซียนจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อโอมิครอน ขยับสูงขึ้นในไม่ช้า
สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความร้ายกาจของโอมิครอน สามารถหลบภูมิของวัคซีนที่ฉีดกันอยู่ในปัจจุบัน และสูตรการฉีดไขว้ของประเทศไทย แม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่อาจไม่มีประสิทธิผลในการต่อสู้กับโอมิครอนก็เป็นไปได้
เพราะ "ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา" ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ในฐานะนักไวรัสวิทยา มองว่า สูตรฉีดไขว้ทั้งหมดไม่ใช่สูตรที่ดีที่สุด ไม่น่าจะช่วยได้ และการที่องค์การอนามัยได้ออกคำแนะนำการใช้วัคซีนสูตรไขว้ของไทย เพราะไทยมีข้อจำกัดในเรื่องวัคซีนที่ไม่เพียงพอในช่วงภาวะฉุกเฉิน และการจะต่อสู้กับโอมิครอน ให้ได้ผลต้องฉีดวัคซีน ชนิด mRNA จำนวน 3 เข็ม จะสามารถช่วยได้ ซึ่งคนที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้ 2 เข็ม ต้องตามด้วยเข็ม 3
“การเข้ามาของโอมิครอน ต้องปรับการฉีดวัคซีนเป็น 3 โดส ไม่ใช่ 2 โดสแล้ว เพราะปริบทของมันป้องกันไม่ได้ และข้อมูลภายใน 1 เดือนข้างหน้า หากคนมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากโอมิครอน จะช่วยป้องกันได้ 70% และภายใน 3 เดือน ต้องฉีดเข็ม 4 จะทำให้วัคซีนไม่เพียงพอ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องฉีดวัคซีนเข็ม 3ให้กับทุกคน เพื่อลดความเสี่ยงติดโรครุนแรง หากต่อไปมีการระบาดจริงในไทย”
อีกทั้งโควิดสายพันธุ์โอมิครอน สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเดลตา ไม่ต่ำกว่า 3-5 เท่า และความรุนแรงไม่น้อยกว่าเดลตา เพราะเป็นเชื้อโควิดเหมือนกัน แต่โอมิครอนหนีภูมิคุ้มกันได้เก่ง ทำให้ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้หมด แม้มีภูมิจากการติดเชื้อไปแล้วก็ตาม ส่วนที่บอกกันว่าโอมิครอนอ่อนกว่าเดลตา เพราะเข้ามาในช่วงที่ฉีดวัคซีนกันแล้ว ทำให้อาการไม่รุนแรง เพราะฉะนั้นต้องป้องกันตัวเองด้วยการฉีดวัคซีน แม้ประสิทธิผลอาจลดน้อยลง เพราะไวรัสตัวนี้หนีภูมิของวัคซีน แต่ก็ต้องฉีดป้องกันติดเชื้อรุนแรง
โอมิครอน ไม่กระจอก ฉีดวัคซีนแขนพรุน ยิ่งไม่ดี
นอกจากนี้การจะหวังพึ่งวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ อย่างกรณีคนในประเทศอังกฤษ คิดว่าฉีดวัคซีนแล้วทำให้ไม่ใส่แมสก์ จนติดเชื้อโอมิครอนเป็นจำนวนมาก ซึ่งชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดว่าวัคซีนเป็นศูนย์ ไม่สามารถป้องกันได้ ยกเว้นบางคนร่างกายแข็งแรงอาจป้องกันได้จากภูมิคุ้มกันที่ยังพอไหว แต่หากคุมไม่อยู่ติดเชื้อเป็นหลักล้านคน ก็จะไปติดผู้สูงอายุที่มีภูมิไม่มาก และจะเกิดอาการรุนแรง
“เป็นข้อมูลค่อนข้างบิดว่าโอมิครอน ไม่ได้กระจอกเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ที่เชื้ออ่อนตามหลักวิทยาศาสตร์ เพราะที่ผ่านมาในช่วงแรกติดเฉพาะคนอายุน้อย จึงมีอาการไม่หนัก แต่ขณะนี้ที่อังกฤษ ตัวเลขเข้าไอซียูกำลังสูงขึ้น และคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนเข็ม 3 จะป่วยเพิ่มขึ้น ให้รอดูคนที่อยู่ไอซียูในอีก 2-3 สัปดาห์ จะเสียชีวิตเพิ่มหรือไม่ เหมือนตอนแรกๆ ที่เดลตาเข้ามา ก็สร้างกระแสว่าเชื้ออ่อน แต่ในที่สุดแล้วไม่ใช่ ยิ่งการฉีดวัคซีนเข็ม 4 เข็ม 5 ยิ่งไม่ดี จะทำให้ภูมิหายไป”
ในกรณีคนฉีดเข็มแรกไปแล้ว เป็นยี่ห้อแอสตราเซเนกา ซึ่งเป็นไวรัลเวกเตอร์ ต้องบูสต์ตามด้วยวัคซีนชนิด mRNA จะสามารถช่วยป้องกันโอมิครอนได้ แต่หากฉีดแอสตราเซเนกา ทั้ง 2 เข็ม ไม่สามารถช่วยได้ ส่วนการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ซึ่งเป็นเชื้อตาย และตามด้วยแอสตราเซเนกา จะไม่มีภูมิต่อโอมิครอน ต้องทิ้งระยะอย่างน้อย 3 เดือน ในการฉีดวัคซีนชนิด mRNA เพื่อการสร้างภูมิ หรือแม้ฉีดไฟเซอร์ วัคซีนชนิด mRNA จำนวน 2 เข็ม ยังเอาไม่อยู่กลายเป็นศูนย์ ต้องฉีด 3 เข็ม
ส่วนกรณีอย.ของไทย เตรียมขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนแวค เป็นวัคซีนเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป เป็นห่วงในเรื่องประสิทธิภาพ แต่เรื่องความปลอดภัยไม่กังวล เพราะเป็นเชื้อตายไม่มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก คิดว่าการที่อย.อนุมัติ อาจมองเรื่องความปลอดภัยมากกว่าจากผลข้างเคียง หากถามว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป.


