นับถอยหลัง ไทยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวประเทศเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว ในพื้นที่นำร่อง 17 จังหวัด ขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ เฉลี่ย 8,000-9,000 คนต่อวัน อัตราการป่วยจากข้อมูลวันที่ 30 ต.ค. อยู่ที่ 27,176 คนต่อประชากร 1 ล้านคน และอัตราการตาย 274 ศพ ต่อประชากร 1 ล้านคน

สิ่งสำคัญที่สุดในการเปิดประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ต้องฉีดวัคซีนให้มากที่สุดครอบคลุม 70% ของประชากร ข้อมูลตั้งแต่ 28 ก.พ.-29 ต.ค. 2564 มีการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว จำนวน 30,409,329 ราย คิดเป็น 42.2% ของประชากร

แม้คนไทยส่วนใหญ่ยังคงกังวล เกรงว่าโควิดจะกลับมาระบาดอย่างหนักอีก แต่รัฐบาลต้องเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเปิดประเทศ เช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด

ถามว่าไทยพร้อมหรือไม่ ในการเปิดประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายยังคงลังเลและกังวล เพราะการฉีดวัคซีนยังน้อยไม่ถึงเป้า แต่ทางฝั่งภาคเอกชนออกมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหลายกิจการจะทยอยปิดกิจการไปมากกว่านี้ ด้วยความหวังว่าการเปิดประเทศจะช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

ธุรกิจคึกคัก เก็บกวาดทำความสะอาด รับเปิดประเทศ

”วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า การเปิดประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้ส่งสัญญาณบวกต่อผู้ประกอบการที่มีการตื่นตัวพอสมควร ในการเตรียมพร้อมมาตรการต่างๆ เพื่อให้วันที่ 1 พ.ย.เป็นไปด้วยดี จากที่เคยปิดร้าน ปิดกิจการไปอย่างยาวนาน ได้เร่งเก็บกวาดทำความสะอาด ลงทุนซื้อของใหม่ เพื่อเปิดบริการ โดยก่อนหน้านี้ 1 เดือน มีการเปิดให้บริการไปแล้วบางส่วน ซึ่งวางมาตรการในการป้องกันได้ดี ทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจ

“มีการขอดูวัคซีนพาสปอร์ตจากผู้มาใช้บริการ และพนักงานฉีดวัคซีนครบแล้ว ในช่วงแรกๆ ผู้ใช้บริการอาจไม่ชินมองว่าทำไมต้องตรวจเข้ม จนในที่สุดเกิดความเคยชิน แม้แต่การใช้บริการในโรงพยาบาล ต้องตรวจ ATK จะต้องไปล่วงหน้า 1 ชั่วโมง ก่อนเวลานัด กลายเป็นว่าสถานการณ์หลายอย่างบังคับว่าอะไรจำเป็นต้องทำ เป็นนิวนอร์มอลไปแล้ว”

การเปิดประเทศเป็นความหวังของผู้ประกอบการ เพราะที่ผ่านมาประสบภาวะขาดทุน อาจฟื้นตัวไม่ไหว ซึ่งการเปิดประเทศจะเป็นโอกาสที่รอมานาน คาดหวังว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาอีก โดยเฉพาะธุรกิจที่กระท่อนกระแท่นจากสภาพคล่อง ทำให้เดินต่อไปไม่ได้ยาว เพราะรายได้ไม่มี จนเงินหมุนเวียนหมด ต้องปิดกิจการกันไปพอสมควร และเมื่อลงทุนเปิดกิจการใหม่ โอกาสจะฟื้นตัวต้องใช้เวลาอีกนาน จะต้องอาศัยเงินกู้เข้ามาในระบบให้มากขึ้น เพราะทุกคนอยากกลับมา มองว่าถ้าเริ่มใหม่ คงไม่สาย

“ปัญหาขณะนี้แบงก์ไม่ปล่อยกู้กันง่ายๆ เพราะกลัวหนี้สูญ ยังคงใช้วิธีการเดิมพิจารณาให้เงินกู้ ยังดีที่แบงก์ออมสินปล่อยกู้ ถ้ามีที่ดินทรัพย์สินในการยื่นกู้ ดอกเบี้ยเพียง 1% ภายใน 2 ปี และคงต้องมีมาตรการออกมาเพิ่ม เพื่อให้กิจการต่างๆ เดินหน้า”

ในช่วงแรกของการเปิดประเทศประเมินว่ากิจการร้านอาหารต่างๆ จะเริ่มฟื้นตัวเป็นอันดับแรก จากการขายเดิลิเวอรีควบคู่ไปด้วย โดยต้องมีมาตรการป้องกันโควิดอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังอันดับรอง เพราะช่วงแรกคงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่มาก ดังนั้นรายได้หลักๆ จะมาจากไทยช่วยไทย แม้ไม่มากพอแต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เปิดประเทศ ความหวังผู้ประกอบการ แต่อย่าการ์ดตก

แม้การเปิดประเทศจะเป็นความหวังของผู้ประกอบการ แต่มีสิ่งกังวลจากความร่วมมือทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ หากการ์ดตกอาจเกิดคลัสเตอร์หย่อมๆ แต่ไม่ใช่คลัสเตอร์ใหญ่ คาดว่าตัวเลขผู้ฉีดวัคซีนจนถึงสิ้นปีนี้จะดีขึ้น และคนไทยพร้อมใจกันใส่หน้ากากดีกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงทุกคนต้องการฉีดวัคซีน ไม่เหมือนหลายประเทศที่คนไม่ยอมฉีดวัคซีน จึงไม่กังวลว่าโควิดจะกลับมาระบาดอย่างหนักอีก

แต่ต้องระมัดระวัง และมีแผนเตรียมรับมือระลอกใหม่ ซึ่งไม่ใช่ล็อกดาวน์ทั้งหมด จนทำอะไรไม่ได้ ทำให้กิจการต่างๆ จะเจ๊งเพิ่มขึ้น ยากจะฟื้นตัวกลับมา และคงคาดหวังไม่ให้เป็นเช่นนั้น เพราะหลายประเทศเปิดประเทศแล้วทำได้ดี ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ แม้มีผู้ติดเชื้อแต่ไม่ได้เป็นอุปสรรค ต้องอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้เหมือนเป็นโรคประจำฤดูกาล ซึ่งสถานการณ์จะดีขึ้น หลังมีความพยายามคิดค้นพัฒนายารักษา และเชื่อว่าในอนาคตจะหยุดโควิดได้ในที่สุด

ประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังการเปิดประเทศ คาดว่าประมาณ 1 ปีจะมากลับมาปกติ ภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดที่เข้มงวด มีการตรวจเชิงรุกสม่ำเสมอ และฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรให้มากที่สุด พร้อมกับมียารักษา จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะขณะนี้แต่ละประเทศเดินหน้าเปิดประเทศ ต่างเริ่มมั่นใจในการควบคุมการแพร่ระบาด และควรต้องใส่หน้ากากอนามัยเข้าหากัน ในยุคนิวนอร์มอล เพื่อความไม่ประมาทในการเดินหน้าเปิดประเทศต่อไป.