ความก้าวหน้า วัคซีนโควิด ทีมไทยแลนด์ ลุ้นปีหน้า ประกาศความสำเร็จให้กึกก้อง

ข่าว

    ความก้าวหน้า วัคซีนโควิด ทีมไทยแลนด์ ลุ้นปีหน้า ประกาศความสำเร็จให้กึกก้อง

    ไทยรัฐออนไลน์

    1 ต.ค. 2564 19:21 น.

    วัคซีนโควิดโดยทีมไทยแลนด์ มีความคืบหน้ามากขึ้น จากการรายงานผลความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนเป็นระยะๆ ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเริ่มต้นทดลองในมนุษย์ สร้างความตื้นเต้นให้กับคนไทยที่รอคอย คาดว่าไม่เกินปี 2565 น่าจะใกล้ความจริง

    ทั้งวัคซีน ChulaCov-19 โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัคซีนใบยา ชนิดโปรตีนซับยูนิตสกัดจากใบยาสูบ ของบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ก่อตั้งโดยนักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัคซีน HXP-GPOVac ชนิดเชื้อตาย โดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม

    รวมถึงวัคซีนโควิเจน ชนิดดีเอ็นเอ โดยบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย และวัคซีนแบบพ่นจมูก โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ซึ่งทุกหน่วยงานภายใต้ทีมไทยแลนด์ ได้ประสานความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด สัญชาติไทยให้ดีที่สุด อาจรองรับการฉีดเข็ม 3 หรือเข็มที่ 4 ในอนาคต หลังประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน ครอบคลุม 70% ของประชากร ตามเป้ารัฐบาล

    "ChulaCov-19" ป้องกัน โควิดเดลตา ดีมาก

    เริ่มจากวัคซีน ChulaCov-19 ชนิด mRNA ทาง "นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม" ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานความคืบหน้า โดยย้ำการใช้เทคโนโลยีเรียนรู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เป็นหลักการเดียวกันกับของไฟเซอร์ และโมเดอร์นา มีการใช้รหัสสารพันธุกรรมของโปรตีนที่เป็นปุ่มหนามของไวรัสซาร์สคอฟทู (SARS-CoV-2) และหุ้มด้วยเปลือกไขมัน ขนาดจิ๋ว เพื่อเข้าไปในเซลล์โดยตรงในการผลิตโปรตีน ซึ่งวัคซีน ChulaCov-19 ได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อฉีดในหนูมีประมาณ 3 พันเท่า ภายในไม่เกิน 6 วัน ทั้ง mRNA และโปรตีน แทบวัดไม่ได้ หรืออยู่ในร่างกายได้ไม่นานอย่างที่เรากังวล เพราะอายุสั้นมาก

    “ขั้นตอนที่ผ่านมา ได้ผ่านด่านกระตุ้นในหนูหลายหมื่นไตเตอร์ โดยตัวเลขป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ และยิ่งสูงเท่าไรยิ่งได้เปรียบ ในการทดลองกับลิงพบว่า ได้ประมาณ 5 พัน และขณะนั้นเทคโนโลยีในประเทศยังไม่มี จึงต้องหาโรงงานในต่างประเทศแทน”

    ขณะนี้ได้เริ่มทดลองในคนแล้วในระยะที่ 1 สู่ระยะที่ 2 และเตรียมโรงงานในไทยร่วมกับบริษัทไบโอเนท-เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตร รองรับการผลิตในอนาคต และเพื่อไม่ประมาทได้เตรียมพร้อมพัฒนาวัคซีนรุ่น 2 คู่ขนานไปด้วย หากรุ่นหนึ่งไม่สามารถป้องกันโควิดข้ามสายพันธุ์ได้

    ส่วนวัคซีนที่กระตุ้นภูมิสูง มีความหมายในการป้องกันโรคและยับยั้งเชื้อจริงหรือไม่ ในการไม่ให้เข้ากระแสเลือด เพื่อไม่ให้ป่วยหรือล้มตาย ซึ่งคำตอบก็คือจริง จากการทดสอบกับหนูสายพันธุ์พิเศษที่ฉีดวัคซีน และไม่ฉีดวัคซีน พบว่าหนูที่ฉีดวัคซีน หรือแม้แต่ได้รับวัคซีนโดสต่ำ 1 ไมโครกรัม สามารถป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยได้ 100% ไม่ให้เชื้อเข้าไปในกระแสเลือด 100% และลดปริมาณเชื้อที่ใส่เข้าในปอดกับจมูกประมาณ 10 ล้านเท่า

    กรณีภูมิจะตกเมื่อใดนั้น จากข้อมูลในลิงที่ได้มาตั้งแต่ ก.ค. ปีที่แล้ว สอดคล้องกับข้อมูลของไฟเซอร์และโมเดอร์นา ว่า ใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนขึ้นไป และยิ่งเป็นเชื้อของอู่ฮั่นก็จะเกิน 1 ปี

    “จะเห็นว่าภูมิตามธรรมชาติจะต้องตก หากไม่ตกจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะร่างกายเจอสิ่งแปลกปลอมตลอด ต้องสร้างภูมิคุ้มกันอยู่ตลอด หากร่างกายเจออะไรแล้วไม่หยุด จะทำให้เลือดในร่างกายข้นมาก ทำให้เป็นโรค ทำให้ลิ่มเลือดอุดตันได้ แต่ปรากฏว่าในลิง เมื่อภูมิตกไปแล้วเมื่อ 6 เดือน ก็ยังสูงกว่าระดับค่าไตเตอร์การป้องกันในลิงที่ตัวเลข 50 ประมาณ 2 เท่า”

    ด้านประสิทธิภาพการป้องกันสายพันธ์อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา ได้มีการนำเลือดในลิงและหนูไปพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการของ สวทช. พบว่าภูมิคุ้มกันขึ้นสูง โดยเฉพาะการป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ดีมาก แต่ประเด็นปัญหาวัคซีนที่กระตุ้นภูมิได้สูงก็จะตกช้า และวัคซีนที่กระตุ้นภูมิได้ต่ำ ก็จะตกเร็ว เพราะไปเจอเชื้อที่ติดง่าย ทำให้ป่วยเร็ว ก็คือเดลตา เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการบูสเตอร์ไปด้วย

    ในการทดลองในอาสาสมัครเริ่มกลางเดือน มิ.ย. ในระยะที่ 1 กำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 โดยระยะที่ 1 ฉีดครบ 2 เข็มแล้ว ยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ซึ่งยังอยู่ในวงจำกัด เพราะกลุ่มอาสาสมัครยังไม่มาก ส่วนใหญ่อาการเล็กน้อยและดีขึ้นภายใน 1-2 วัน มักพบอาการมีไข้หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย โดยเฉพาะเข็ม 2 ซึ่งเป็นผลการทดสอบหลังฉีดโดสต่ำ โดสกลาง โดสสูง ให้กับอาสาสมัคร แต่สามารถป้องกันได้ทุกสายพันธุ์ในคน อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

    ขณะนี้รอหารือกับ อย. จะไปต่ออย่างไร ส่วนไบโอเนท-เอเชีย พร้อมจะผลิตลอตวัคซีนแล้วประมาณเดือน ต.ค. จากเดิมต้องยอมรับว่าเราไม่มีเทคโนโลยีในช่วงแรก ทำให้ล่าช้าในขั้นทดลองออกไป 7-8 เดือน แต่ขณะนี้มีเทคโนโลยี mRNA พร้อมแล้ว และต้องอาศัยเทคโนโลยีทุกแพลตฟอร์ม และปีหน้า หากมีการขึ้นทะเบียน ก็จะเป็นเข็มที่ 3 หรือเข็มที่ 4 ต่อไป

    ไตรมาส 3 ปีหน้า วัคซีนใบยา ใช้กับคนไทย-อาเซียน 

    เช่นเดียวกับวัคซีนใบยา ทาง ”ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า วัคซีนใบยา ชนิดซับยูนิตโปรตีน ได้ใช้ต้นไม้เป็นแหล่งผลิต เป็นใบยาสูบจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีข้อดีสามารถปลูกได้ทั้งปี นอกจากมีวัคซีนแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นอีก โดยตั้งแต่เดือน ก.พ. ได้วัคซีนต้นแบบ มีการทดสอบปรับสูตรให้อยู่ในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน และหลังทดสอบในลิงเสร็จสิ้น เมื่อเดือน มิ.ย. ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตเป็นที่เรียบร้อย

    เริ่มทดสอบวัคซีนใบยาในมนุษย์กลุ่มแรกแล้ว เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ในอาสาสมัคร 4 คนแรก พบว่ามีความปลอดภัย และจะฉีดทดสอบในอาสาสมัครกลุ่มที่เหลืออีก นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาวัคซีนโควิด รุ่น 2 โดยปรับเปลี่ยนสูตรให้สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น ขณะนี้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง และจะเข้าการทดสอบมนุษย์เฟส 1 คาดว่าผลจากอาสาสมัครกลุ่มแรก จะนำไปสู่การตัดสินใจเอาวัคซีนรุ่น 2 ทดสอบต่อไปหรือไม่ คาดไตรมาส 3 ปีหน้า จะได้วัคซีนใช้กับคนไทย และอาเซียน โดยจะสามารถผลิตได้ 1.5 ล้านโดสต่อเดือน

    วัคซีนพ่นจมูก ชนิดอะดิโนไวรัส จ่อทดสอบในคน

    ส่วนเทคโนโลยีการใช้วัคซีนพ่นทางจมูก กำลังเป็นเทรนด์ในขณะนี้ “ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา” ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เป็นหนึ่งในทีมไทยแลนด์ ในการพัฒนาวัคซีนตั้งแต่เริ่มต้น บอกว่า เน้นแพลตฟอร์มไวรัลเวกเตอร์เป็นหลัก ซึ่งเห็นว่าการฉีดวัคซีนในกล้ามเนื้อจะสร้างภูมิคุ้มกันได้สูง แต่ประเด็นปัญหาการใช้วัคซีนอยู่ที่ไวรัสจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ จึงใช้วิธีฉีดวัคซีนเข้าทางจมูก เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนบน คาดหวังแอนติบอดีต่อเยื่อเมือกบริเวณนั้น น่าจะมีประสิทธิภาพดีพอ ในการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่เริ่มต้นได้

    ที่ผ่านมาทาง สวทช. นำเสนอวัคซีนรูปแบบใหม่ โดยการพัฒนาวัคซีนไวรัลเวกเตอร์ มาใช้ในการฉีดพ่นจมูก 2 รูปแบบ ชนิดอะดิโนไวรัส และอินฟลูเอนซา หรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผลการทดลองวัคซีนแบบพ่นจมูกชนิดอะดิโนไวรัส กับหนูชนิดพิเศษ เปรียบเทียบกับวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้าม 2 เข็ม จะเห็นว่า วัคซีนแบบฉีดพ่นจมูก มีคุณสมบัติป้องกันได้ดีกว่าไม่ได้ฉีด โดยฉีดเข้าจมูกป้องกันการติดเชื้อในปอดค่อนข้างดีต่อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนส่วนล่าง

    นอกจากนี้ยังพัฒนาปรับแต่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ ให้สามารถป้องกันทั้ง 2 โรคในเวลาเดียวกัน เตรียมเข้าสู่การทดสอบในหนู เบื้องต้นพบภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี

    สำหรับวัคซีนอะดิโนไวรัส ได้ผลิตระดับอุตสาหกรรม จะขอขึ้นทะเบียนกับ อย. เพื่อขอทำการทดสอบเฟส 1 ในมนุษย์ ประมาณต้นปี 2565 และจะมีแผนทดสอบต่อสายพันธุ์เดลตา อยู่ระหว่างรอผลทดลอง และขอขึ้นทะเบียน อย. และทดสอบอาสาสมัครในปีหน้า

    องค์การเภสัชฯ เตรียมยื่นใช้วัคซีน ก.ค. ปีหน้า

    "ดร.ภญ.พรทิพย์ วิรัชวงศ์" หัวหน้าโครงการวัคซีน HXP-GPOVac ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นหัวเชื้อไวรัสตั้งต้น ตัดแต่งพันธุกรรมไวรัสนิวคาสเซิล ให้มีโปรตีนส่วนหนามของไวรัสโควิด มีความปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดโรค และสามารถเพิ่มจำนวนในไข่ไก่ฟักได้ ระบุถึงความคืบหน้าหลังการทดสอบในสัตว์ทดลอง พบว่าสามารถลดปริมาณไวรัสที่พบในปอดและไม่มีความผิดปกติใดๆ ในปอด

    ส่วนผลวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 เริ่มเมื่อเดือน มี.ค. 2564 กับอาสาสมัคร มีการให้วัคซีน 2 เข็ม ทิ้งระยะห่าง 28 วัน พบว่ามีความปลอดภัย อาการไม่พึงประสงค์มีความรุนแรงต่ำ มีปวด ตึง บวมบริเวณที่ฉีด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และหายในเวลาไม่กี่วัน ส่วนการกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังรับวัคซีนเข็มที่ 2 ระดับภูมิคุ้มกันสูงขึ้น ปริมาณ 10 ไมโครกรัม ให้ผลดีที่สุด


    สำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน พบว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงที่สุด และระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงมาเมื่อเจอสายพันธุ์กลายพันธุ์ โดยสายพันธุ์เบตาต่ำที่สุด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 คาดทราบผลปลายปี 2564 และเดือน ก.ค. 2565 จะยื่นขออนุญาตการใช้วัคซีนแบบมีเงื่อนไข.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วัคซีนไทยวัคซีนไทยแลนด์วัคซีนโควิดสัญชาติไทยวัคซีนวัคซีนของไทยวัคซีนจุฬาวัคซีนพ่นจมูกความคืบหน้าวัคซีนโควิดรายงานพิเศษโควิดทีมพัฒนาวัคซีนทีมไทยแลนด์วัคซีนใบยาเดลตาผลทดสอบวัคซีน

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 15:49 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์