จุดอ่อนพลังประชารัฐ เร่งอุดรอยรั่ว มรสุมโควิด ก่อนคะแนนนิยม จมดิ่งหนัก

ข่าว

    จุดอ่อนพลังประชารัฐ เร่งอุดรอยรั่ว มรสุมโควิด ก่อนคะแนนนิยม จมดิ่งหนัก

    ไทยรัฐออนไลน์

    25 ก.ย. 2564 21:00 น.

    แรงกระเพื่อมภายใน พรรคพลังประชารัฐ ดูจากภายนอกคงไม่สงบนิ่ง จากการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ระหว่างซีก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่างลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เหมือนการวัดพลังจากกลุ่มการเมือง ร่วมคณะลงพื้นที่

    แม้มีการออกมาปฏิเสธ ถึงรอยร้าวที่เริ่มปริมากขึ้น อ้างว่าเป็นการแบ่งงานกันทำเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่สิ่งที่ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า ออกมาส่งสัญญาณจาก “บิ๊กป้อม” สั่งกำชับให้ ส.ส.ลงพื้นที่ คาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี น่าจะมีนัยสำคัญ และมีโอกาสจะเกิดการยุบสภาก็เป็นไปได้

    หรือจากนี้ไปกลุ่ม ส.ส.ภายในพรรคพลังประชารัฐ อาจต้องมีการเลือกข้างจะไปยืนอยู่ฝั่งใด ระหว่าง “บิ๊กป้อม” หรือ “บิ๊กตู่” เพื่ออนาคตทางการเมืองในวันข้างหน้า ในช่วงใกล้เลือกตั้งท้องถิ่น วัดเรตติ้งคะแนนนิยม ซึ่งจะเริ่มนับหนึ่งสู่การแข่งขันในการเลือกตั้งระดับชาติ หลังยุบสภา มีการประเมินว่าไม่น่าเกินกลางปีหน้า

    เบื้องต้นเป็นเพียงการวิเคราะห์ของฝ่ายต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยนับจากนี้ ขณะที่ "รศ.ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์" คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กลับเห็นต่างมองว่า รัฐบาลจะไม่ยุบสภา คงต้องยื้อให้ถึงที่สุดจนครบวาระ เพราะด้วยสถานการณ์โควิด การจัดหาวัคซีนยังไม่เพียงพอ และปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ความนิยมที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลลดน้อยลง นั่นหมายถึงรัฐบาลยังไม่มีความได้เปรียบทางการเมือง คงไม่ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่อย่างที่ประเมินกัน คิดว่าจะยื้อให้มากที่สุด และส.ส.คงไม่มีใครอยากเลือกตั้ง

    ส่วนแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ผิดแผกจากการที่ส.ส.ย้ายพรรค ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ โดยระบบการเมืองของไทยยังเป็นระบบอุปถัมภ์ค้ำจุน คิดว่าแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้น เป็นการปรับเปลี่ยนของพรรคการเมือง และต้องยอมรับว่าสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เกิดจากเนื้อแท้ของพรรคการเมือง แต่เป็นการรวมตัวทางการเมือง เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญปี 60

    “ยกตัวอย่างระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว เป็นแรงกระเพื่อมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น จึงไม่ได้ผิดแผกอะไร และท่าทีของ ส.ส.พยายามปรับตัวในการเลือกตั้งครั้งหน้า ในการใช้บัตร 2 ใบ โดยพยายามเป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งรับมากกว่า”

    นอกจากนี้ต้องยอมรับว่าแรงกระเพื่อมภายในพรรคการเมือง ไม่ได้มีเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และในกรณี ร.อ.ธรรมนัส ถูกปลดฟ้าผ่าพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นการสะสมประสบการณ์ทางการเมืองทำให้ได้เรียนรู้ และท้ายสุดความเป็นพี่เป็นน้อง เลือดต้องเข้มข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง “3 ป.” อย่างไรแล้วก็มีความเป็นปึกแผ่น และทุกคนในพรรคพลังประชารัฐจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ “3 ป.”

    กรณี “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กตู่” ต่างลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เป็นวิธี “แยกกันเดินรวมกันตี” ไม่ได้ชิงกำลังระหว่างกัน และเชื่อว่าอยู่ภายใต้เงื่อนของพรรคพลังประชารัฐในการจะลงเลือกตั้ง โดยส่วนตัวเชื่อว่า “3ป.” ไม่การชิงกำลัง และการเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงมีพรรคพลังประชารัฐ ยกเว้นอุบัติเหตุทางการเมืองถูกยุบพรรค แต่ก็ยังต้องรวมกลุ่มไปตั้งพรรคใหม่

    ศรัทธาจากประชาชน สำคัญกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ

    สถานการณ์การเมืองที่น่าสนใจในขณะนี้ เป็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญหลังผ่านวาระ 3 จะไปถึงฝั่งหรือไม่ โดยเฉพาะกฎหมายลูก ซึ่งขณะนี้พรรคการเมืองกำลังปรับตัวในการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้หรือไม่ เพราะพรรคการเมืองมีกว่า 10 พรรค และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้ทำผลงานให้ดีขึ้น แต่เมื่อย้อนดูผลงานพรรคเพื่อไทย ได้กระแสนโยบายที่มีแต้มต่อ

    อีกทั้งบทเรียนที่ผ่านมา มีการแก้รัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรองรับเลือกตั้งกลุ่มจังหวัด โดยขณะนั้นคิดกันว่า พรรคเพื่อไทยจะสู้ไม่ได้ แต่กลับเป็นว่าผิดคาดทั้งหมด และท้ายสุดแล้วเรื่องความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองและบุคคล เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้จะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมของประชาชนเปลี่ยนไป

    “ความนิยมถือเป็นตัวแปรสำคัญ แม้จะออกแบบโครงสร้างให้บิดเบี้ยว หรือจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นประโยชน์ กระทั่งโควิดระบาด ได้ก่ออุปสรรคให้กับพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะใช้บัตรเลือกตั้งกี่ใบก็ตาม เพราะอยู่ที่ความนิยมของประชาชน แทบจะปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนไม่ได้ ทุกคนจำได้หมดว่าเคยเกิดอะไรขึ้น ยังไม่รวมถึงพลังคนรุ่นใหม่ มันมีหลายอย่างมากที่รัฐบาลต้องแก้ไข”

    กลายเป็นว่าแรงกระเพื่อมจากศรัทธาประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ให้มีบัตรใบเดียวหรือ 2 ใบ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนจากป๊อปปูล่าโหวต เท่านั้น และขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีการปรับตัว แยกออกไปตั้งพรรคอื่น ซึ่งจะสวิงไม่ยาก และเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ในภาคอีสาน เป็นดินแดนเก่ามาตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย แต่ปัจจุบันไปอยู่พรรคพลังประชารัฐแบบมีเงื่อนไข แม้มีการลงพื้นที่ อาจทำได้ไม่เต็มที่

    เพราะขณะนี้ประชาชนยากลำบาก เศรษฐกิจไม่ดี เป็นความหวังที่ยากจะได้นโยบายที่จับต้องได้ และต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทย ยังได้รับความนิยม แม้ติดปัญหาเรื่องทักษิณ ชินวัตร แต่คนก็ยังมีศรัทธาต่อทักษิณ ซึ่งมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เพื่อกระตุกสร้างกระแส

    ส่วนตัวมองว่าการเมืองไทยอย่าห้ำหั่นกันเลย ควรสมัครสมานสามัคคี โดยกลุ่มวัยรุ่น มีพรรคการเมืองของเขา ที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ เพราะฉะนั้นต้องปรับนโยบายให้จับต้องได้ โดยเฉพาะการปราบโกง รัฐบาลต้องจัดการทุกเรื่องให้โปร่งใส เพราะหลายเรื่องฝืนความรู้สึกประชาชน ยกตัวอย่างการจัดซื้อเรือดำน้ำ หากไม่เกิดการระบาดของโควิดก็คงมีอีกลำ ทั้งๆที่โลกไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

    “แต่ตอนนี้มีการห้ำหั่นระหว่างกัน โดยประเด็นปราบคอร์รัปชัน ถ้าเอาเข้าจริงๆ อย่างบัญชีทรัพย์สินของนายกฯ ทำไมไม่เปิดเผย หรือข้อมูลคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร เพราะประชาชนไม่ได้โง่แล้ว รู้ว่าคนของใครนั่งอยู่ในองค์กรใด ดังนั้นเรื่องความจริงใจในการปกครองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อรู้ว่านายกฯในอดีตไม่ดี ก็ต้องปรับตัว”

    เลือกตั้งท้องถิ่น ยุคใหม่ แยกออกจากการเมืองระดับชาติ 

    ขณะที่การเลือกตั้งท้องถิ่น กำลังจะเกิดขึ้น ภายหลังไม่ได้เลือกตั้งมานานกว่า 8 ปี มองว่าจะไม่เป็นฐานให้กับการเลือกตั้งระดับชาติอีกต่อไป โดยคนท้องถิ่นในปัจจุบัน มีความคิดเป็นของตัวเอง อาจไม่ได้เป็นตัวชี้วัดการเมืองระดับชาติ เพราะวันนี้พรรคก้าวไกล แม้ไม่มีพื้นฐานการเมืองท้องถิ่น แต่ได้กระโดดลงเล่นในสนาม แสดงให้เห็นว่าการเมืองท้องถิ่นจะแยกออกจากการเมืองระดับชาติและไม่ใช่ตัวแปรสำคัญ หรือจะมีบ้างเพียง 20% ในกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นนิยม

    สิ่งสำคัญในการเลือกตั้งท้องถิ่น จะอยู่ที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีความพร้อมมากพอ เพราะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ จากเคยมีฐานเสียงใน กทม. ก็ยังไม่เหลือ เพราะฉะนั้นจะต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งใครจะยึดครองพื้นที่ กทม.ในครั้งนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญ โดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีคะแนนนิยม ค่อนข้างชัดเจน จะเป็นตัวชี้วัดในการเลือกตั้งระดับชาติ

    สุดท้ายแล้วสถานการณ์การเมืองไทย เป็นสิ่งที่น่าจับตา เมื่อเข้าสู่โหมด “ดิสรัปชัน” โดยเฉพาะในยุคโควิดจะเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยมีโควิดเป็นตัวแปรสำคัญ เมื่อรัฐบาลไม่ได้เปรียบทางการเมือง ก็จะไม่เลือกวิธียุบสภา เชื่อว่าจะพยายามประคับประคอง เพราะปัญหาการเมืองไทยจะจบด้วยการพูดคุยตกลงกันของผู้ใหญ่ อาจได้เห็น ร.อ.ธรรมมนัส ได้นั่งตำแหน่งที่สูงขึ้น ในการปรับ ครม.ครั้งใหม่ ก็เป็นไปได้ เพื่อให้ทุกอย่างลงตัวแบบไร้ปัญหา.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    พลังประชารัฐเลือกตั้งพลังประชารัฐขัดแย้งความขัดแย้งพลังประชารัฐยุบสภาวิเคราะห์การเมืองสถานการณ์การเมืองเลือกตั้งท้องถิ่นรายงานพิเศษเพื่อไทยความขีดแย้งทางการเมือง3 ป.การเมืองโควิดการเมืองยุคโควิด

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 02:28 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์