ข้อมูลรอบด้าน หนุน-ค้าน ฉีดวัคซีนให้เด็ก 12-17 ปี พ่อแม่ต้องตัดสินใจ!

ข่าว

    ข้อมูลรอบด้าน หนุน-ค้าน ฉีดวัคซีนให้เด็ก 12-17 ปี พ่อแม่ต้องตัดสินใจ!

    ไทยรัฐออนไลน์

    15 ก.ย. 2564 05:30 น.

    "เราควรฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับ เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ได้แล้วหรือยัง?"

    คำถามใหญ่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่อสัดส่วนจำนวนประชากรในระดับสูง (มาก) จนต้องเริ่มมองไปที่กลุ่มเป้าหมายถัดไป สำหรับการทำให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการให้เด็กๆ ได้กลับไปเรียนในสถานศึกษา

    ท่ามกลางความ "เห็นต่าง" ทั้งที่ "เห็นด้วย" และ "ไม่เห็นด้วย"

    ในวันนี้ "เรา" จะไปฟังความทั้งสองด้านในประเด็นนี้กันว่า แต่ละฝ่ายมีเหตุผลต่อประเด็นร้อนนี้อย่างไรกันบ้าง?

    ฝ่ายสนับสนุน

         1) ปัจจุบันมีประเทศใดบ้างที่เริ่มต้นการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ในกลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปแล้ว และใช้วัคซีนชนิดใดบ้าง?

    คำตอบ

         1. ประเทศสหรัฐอเมริกา อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ในเด็กกลุ่มอายุ 12-15 ปี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

         2. ประเทศจีน อนุมัติให้ใช้วัคซีนซิโนแวคและซิโนฟาร์ม ในเด็กกลุ่มอายุ 12-15 ปี โดยมีการวางเป้าหมายเอาไว้ว่าจะฉีดวัคซีนครอบคลุมกลุ่มอายุดังกล่าวได้ครบทุกคนภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้

         3. ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี ในเดือนพฤษภาคม ต่อมาในเดือนสิงหาคมได้มีการอนุมัติให้ฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ในกลุ่มเด็กอายุตั้งแต่ 3-17 ปี

         4. ประเทศอินโดนีเซีย อนุมัติให้ใช้วัคซีนซิโนแวค กับกลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี ในวันที่ 28 มิถุนายน

         5. ประเทศสิงคโปร์ อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี ในวันที่ 1 มิถุนายน

         6. ประเทศญี่ปุ่น อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับกลุ่มเด็กอายุ 12-16 ปี ในเดือนมิถุนายน

         7. ประเทศฟิลิปปินส์ อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม

         8. ประเทศนิวซีแลนด์ อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน

         9. ประเทศเม็กซิโก อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ กับกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

         10. ประเทศบราซิล อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ในกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน

         11. ประเทศแคนาดา อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ในกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม

         12. ประเทศชิลี อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ในกลุ่มเด็กอายุ 12-16 ปี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม

         13. ประเทศปารากวัย อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ในกลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี เฉพาะที่มีโรคประจำตัวเท่านั้น

         14. ประเทศอิสราเอล อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ในกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี ในเดือนมิถุนายน

    สำหรับชาติสมาชิกอียูที่ฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ประกอบด้วย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย เอสโตเนีย ฮังการี อิตาลี ลิทัวเนีย สเปน โดยส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกวัคซีน mRNA เกือบทั้งหมด

    *หมายเหตุ: อัปเดตข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2564

         2) รายงานวิจัยที่รองรับการเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป?

    องค์การยายุโรป (European Medicines Agency) หรือ EMA ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอ้างอิงผลการศึกษาในกลุ่มเด็กช่วงวัยดังกล่าว จำนวน 2,259 คน ซึ่งแสดงให้เห็นการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกัน ซึ่งเทียบเท่าได้กับกลุ่มอายุ 16-25 ปี ที่ได้รับวัคซีน

    จากนั้นในเดือนสิงหาคม EMA ได้อนุมัติวัคซีนโมเดอร์นาสำหรับฉีดให้กับกลุ่มวัยดังกล่าว โดยคราวนี้ อ้างอิงงานศึกษาวิจัยที่มีผู้เข้าร่วมการทดสอบจำนวน 3,732 คน ซึ่งพบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่มีใครติดเชื้อโควิด-19 เลยสักคนเดียว

    ประเทศจีน เปิดเผยผลการทดลองทางคลินิกที่แสดงให้เห็นว่า วัคซีนสามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในเด็กอายุ 3-17 ได้ และพบอาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีนส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง

    ประเทศสหรัฐอเมริกา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC สั่งเริ่มเดินหน้าฉีดวัคซีน mRNA ให้กับเด็กอายุ 12-15 ปี มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ต้องการกระจายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมอเมริกันชนทุกกลุ่มวัยโดยเร็วที่สุด

    ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วัคซีนไฟเซอร์ผ่านการทดลองและการประเมินทางคลินิกในเดือนพฤษภาคม ส่วนวัคซีนซิโนฟาร์มผ่านการทดลองทางคลินิกกับเด็กจำนวน 900 คนในกรุงอาบูดาบี ในเดือนสิงหาคม

    ความเห็นจากองค์การอนามัยโลก

    จนถึงปัจจุบัน (14 ก.ย.64) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO Strategic Advisory Group Experts) หรือ SAGE

    ยังคงแนะนำว่า วัคซีนไฟเซอร์ คือ วัคซีนที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป

    สำหรับกลุ่มอายุ 12-15 ปี ขึ้นไปที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ขั้นรุนแรง อาจได้รับวัคซีนไฟเซอร์ควบคู่ไปกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆ

    อย่างไรก็ดี กลุ่มเด็กถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำในกรณีติดเชื้อแล้วทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนถือเป็นการลดการแพร่กระจายเชื้อเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือบ่อยๆ หรือสวมหน้ากากอนามัยได้เช่นกัน

    ทั้งนี้ การทดลองวัคซีนสำหรับกลุ่มเด็กกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และ WHO จะมีการปรับปรุงคำแนะนำเมื่อหลักฐานหรือสถานการณ์ด้านระบาดวิทยา เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลง

    ฝ่ายคัดค้าน

         1. กลุ่มเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการเลย

         2. พบอาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และอาการโรคเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericarditis) ในหลายประเทศที่ฉีดวัคซีน mRNA ให้กับกลุ่มเด็กอายุ 12-18 ปี

         3. คณะกรรมการร่วมด้านการให้วัคซีนและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค (Joint Committee on Vaccination and Immunisation หรือ JCVI) ของสหราชอาณาจักร ยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอ ทั้งในแง่ผลข้างเคียงและการป้องกันอาการเจ็บป่วยหนักที่จะสามารถยืนยันได้ การฉีดวัคซีน mRNA จะให้ประโยชน์กับเด็กอายุ 12-15 ปี มากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น (โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, โรคเยื่อหุ้มหัวใจ) หลังการฉีดวัคซีน

    การโต้แย้ง

         1. ฉีดให้กลุ่มวัย 12-15 ปี ได้ไม่คุ้มเสีย

    ช่วยเรื่องอาการเจ็บป่วยรุนแรง มีความเสี่ยงมากกว่าได้ประโยชน์?

    JCVI อ้างอิงข้อมูลทางสถิติที่พบด้วยว่า เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงในกลุ่มวัยนี้ ในทุกๆ 1 ล้านคน จะมีเพียง 2 คนเท่านั้น ที่เมื่อติดเชื้อโควิด-19 แล้ว จะมีอาการเจ็บป่วยหนักจนต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

    ช่วยเรื่องอาการเจ็บป่วยรุนแรง ได้ประโยชน์ มากกว่า ความเสี่ยง?

    คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ FDA ให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการกระจายวัคซีนไปยังกลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี เอาไว้ว่า แม้เด็กส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 มักจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการเลย แต่เด็กกลุ่มนี้มักจะกลายเป็นพาหะในการแพร่เชื้อไปยังกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อมีการไปเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ในสถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะภายในบริเวณโรงเรียน

    นอกจากนี้ การปรากฏตัวของสายพันธุ์เดลตา ที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหนัก ทำให้อาจไม่สามารถรับประกันได้ว่า กลุ่มวัยนี้จะไม่เกิดอาการเจ็บป่วยหนักขึ้นหากติดเชื้อ ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบัน มีรายงานที่ชัดเจนยืนยันได้ว่า ในจำนวนผู้ติดเชื้อและป่วยอาการหนักรวมถึงเสียชีวิตในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนด้วย

         2. ความเสี่ยงจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และโรคเยื่อหุ้มหัวใจ

    เสี่ยงน้อย

    รายงานวิจัยที่ถูกจัดทำโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า จากการฉีดวัคซีน mRNA ในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากกว่า 300 ล้านโดส พบผู้มีอาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคเยื่อหุ้มหัวใจเพียง 1,000 กว่ารายเท่านั้น และถึงแม้ว่าในจำนวนดังกล่าวจะเป็นกลุ่มวัยหนุ่มสาวถึง 79% แต่ทั้งหมดมีอาการไม่รุนแรง

    ด้าน CDC ได้อ้างอิงข้อมูลทางสถิติที่ระบุว่า ทุกๆ การฉีดวัคซีน mRNA 1 ล้านโดส จะพบผู้ที่มีอาการป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือโรคเยื่อหุ้มหัวใจเพียง 67 รายเท่านั้นในกลุ่มอายุตั้งแต่ 12-17 ปี ส่วนในกลุ่มอายุ 18-24 ปี อัตราส่วนจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน จะพบเพียง 56 คน ส่วนกลุ่มอายุ 25-29 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน จะพบเพียง 20 คน ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงในระดับต่ำเท่านั้น

    เสี่ยงมาก

    รายงานผลการศึกษาล่าสุดของ ดร.เทรซี่ ฮีก (Tracy Hoeg) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า จากการวิเคราะห์อาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับกลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี ในสหรัฐอเมริกาช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 พบว่า อัตราการเกิดอาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคเยื่อหุ้มหัวใจ หลังการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ในกลุ่มเด็กชายอายุ 12-15 ปี ที่มีสุขภาพดี อยู่ที่ประมาณ 162.2 คน ใน 1 ล้านคน ในขณะที่ กลุ่มเด็กชายสุขภาพดี อายุระหว่าง 16-17 ปี อยู่ที่อัตราส่วน 94 คน ใน 1 ล้านคน

    และในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน สำหรับกลุ่มเด็กหญิง อายุ 12-15 ปี ที่มีสุขภาพดี จะอยู่ที่ 13.4 คน ใน 1 ล้านคน ส่วนเด็กหญิง อายุระหว่าง 16-17 ปี จะอยู่ที่ 13 คน ใน 1 ล้านคน

    ขณะที่ อัตราการติดเชื้อในสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่กลุ่มวัยรุ่นที่มีสุขภาพดี อาจจะติดเชื้อโควิด-19 จนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอีก 120 วันข้างหน้า (หลังผลรายงานวิจัยชิ้นนี้) อยู่ที่ประมาณ 44 คน ต่อ 1 ล้านคน

    นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังพบว่า กลุ่มเด็กชายอายุ 12-15 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัว มีโอกาสที่จะเกิดอาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคเยื่อหุ้มหัวใจ หลังได้รับวัคซีน mRNA ครบ 2 เข็ม มากกว่าโอกาสที่จะมีอาการเจ็บป่วยจนเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จากการติดเชื้อโควิด-19 มากถึง 4-6 เท่า ในช่วงระยะเวลานับจาก 4 เดือนที่ผ่านมา

    โดยเด็กส่วนใหญ่ที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ยากนี้ จะเกิดอาการภายในไม่กี่วันหลังได้รับวัคซีน mRNA เข็มที่ 2 และในจำนวนนี้ ซึ่งเกือบ 86% เป็นเด็กชาย ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

    และทั้งหมดนี้ คือ ทั้งสองมุมในเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี ขึ้นไปที่ "เรา" รวบรวมมาให้ "คุณ" ได้ลองพิจารณากันดู!

    ข่าวน่าสนใจ:

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วัคซีนเด็กวัคซีนโควิดฉีดวัคซีนรายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 23 กันยายน 2564 เวลา 19:06 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์