ไขความจริงพิธีบูชายัญ ไม่ได้แลกด้วยชีวิตคน แค่ข้ออ้างมืออุ้มน้องจีน่า

ข่าว

    ไขความจริงพิธีบูชายัญ ไม่ได้แลกด้วยชีวิตคน แค่ข้ออ้างมืออุ้มน้องจีน่า

    ไทยรัฐออนไลน์

    9 ก.ย. 2564 21:09 น.

    น้องจีน่า เด็กหญิงวัยขวบกว่าๆ หายตัวไปจากบ้าน ในพื้นที่บ้านห้วยฝักดาบ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เกือบ 3 วัน จนมีผู้พบตัวอยู่ภายในกระท่อมกลางป่า ห่างจากบ้านเพียง 500 เมตร ในสภาพอิดโรย รอดตายปาฏิหาริย์

    ภายหลังตำรวจควบคุมตัวนายเสี่ยว อายุ 44 ปี ชาวเมียนมา ซึ่งเป็นเพื่อนพ่อน้องจีน่า ให้การรับสารภาพเป็นคนนำน้องจีน่าไปปล่อยทิ้งหน้าถ้ำ ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร อ้างว่านำไปทำพิธีบูชายัญ เซ่นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา

    สร้างความคลางแคลงใจให้กับคนในสังคมว่า พิธีบูชายัญ ในลักษณะเช่นนี้จะมีจริงหรือในกลุ่มชาติพันธุ์ อาจเป็นข้ออ้างจากให้การที่วกวนของผู้ต้องหา ซึ่งข้อเท็จจริงอาจมีความสลับซับซ้อน เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลในเรื่องใดต้องติดตามดู

    ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักวิชาการชาวปกาเกอะญอ เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ศึกษา วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ในประเด็นที่ผู้ต้องหาให้การกับตำรวจ ได้นำน้องจีน่าไปทำพิธีบูชายัญกับเจ้าป่าเจ้าเขานั้น จะไม่บอกว่าเชื่อ หรือไม่เชื่อในเรื่องนี้ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นการบูชาเจ้าป่าเจ้าเขา ตามหลักความเชื่อของใคร และไม่ใช่พิธีบูชายัญอย่างแน่นอน

    เพราะวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการเซ่นไหว้ของคนที่อยู่กับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ มีอยู่ 3 รูปแบบ โดยแบบแรกเป็นพิธีขออนุญาต ขอใช้ แม้การจะใช้ร่างกายของเราก็ต้องขออนุญาตทั้งสิ้น เกี่ยวข้องกับการเกิดการตาย เพราะร่างกายไม่ใช่ของเรา หรือการจะใช้ต้นไม้ใบไม้ก็ต้องขอจากสรรพพลังธรรมชาติ

    แบบที่สองเป็นพิธีขอบคุณ หลังจากที่ได้ใช้ในสิ่งที่ขอไปแล้ว ต้องขอบคุณเพื่อจะขอใช้ต่อไป และแบบที่สามเป็นพิธีขอขมา เมื่อฟ้าใสอย่างไรก็จะไม่เห็นเมฆ หรือคนทำดีขนาดไหนอาจทำผิดพลาดบ้าง ต้องขอขมาธรรมชาติ ซึ่งการเซ่นไหว้เป็นพิธีเล็ก โดยใช้ไก่ หรือไข่ และเหล้า

    แม้กระทั่งการขอผู้หญิง หรือขอผู้ชาย ก็ต้องทำพิธีขอบคุณ เพราะทุกอย่างไม่ใช่ของเรา อาจมีการเซ่นไหว้ที่ใหญ่ขึ้น แต่ในชั้นของการขอขมา ต้องเซ่นไหว้ใหญ่ ด้วยวัวหรือควาย คล้ายการเสียค่าปรับเพราะทำผิดกฎหมาย ซึ่งค่าใช้จ่ายจะมากกว่า

    “ความเชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีการเซ่นไหว้ด้วยชีวิตมนุษย์ แต่เซ่นไหว้ด้วยสัตว์ของตัวเองที่เลี้ยง ในการทำพิธี ไม่อุ้มสัตว์เอาของคนอื่นไปทำพิธี ในกรณีน้องจีน่าที่อ้างว่านำไปทำพิธีไม่มีเหตุมีผล เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่เซ่นไหว้ด้วยมนุษย์ และไม่เซ่นไหว้ด้วยการขโมยของคนอื่น แม้จะเป็นหมู หรือควาย ต้องเป็นของที่เลี้ยงเอง ไม่สามารถไปซื้อมาเซ่นไหว้ได้ ยกเว้นไปขอคนอื่น ไม่ใช่ไปลักขโมย ยิ่งทำให้เจ้าป่าเจ้าเขาโกรธ”

    ในชนเผ่าปกาเกอะญอมองว่า สิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นอภิมหาธรรมชาติ เปรียบเหมือนน้ำเปรียบเหมือนลม จับต้องไม่ได้ แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้พัดไปโดนอะไรก็จะเคลื่อนไหว เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ แต่แตะต้องได้ ซึ่งการเซ่นไหว้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีกลุ่มคนชนชาติพันธุ์ และในสมัยก่อน ต้องให้ผู้นำชนเผ่าทำพิธีกรรม กระทั่งสังคมเปลี่ยนไปตามโลกภายนอก อาจทำให้คนในชนเผ่าเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์และพุทธ แต่อุดมการณ์วิธีคิดความเชื่อไม่เคยเปลี่ยน

    “แม้แต่พุทธศาสนา ก็ไม่มีการบูชายัญด้วยชีวิตคน ไม่ได้นิพพานด้วยการเอาชีวิตแลก กลับกันในศาสนาคริสต์ มีเรื่องการบูชายัญ เนื่องจากอับราฮัม ผู้ให้กำเนิดศาสนายูดาห์ คริสต์ และอิสลาม เคยนำลูกชายไปบูชาพระเจ้า และพระเยซู เป็นบุตรของอับราฮัม เป็นเครื่องบูชายัญสุดท้าย เพราะยอมตายบนไม้กางเขนแทนทุกคนแล้ว ทำให้ศาสนาคริสต์ ไม่มีการใช้ชีวิตคนอีกต่อไป”

    จากข้อสันนิษฐานตามที่ผู้ต้องหาอ้างว่า อุ้มน้องจีน่าไปทำพิธีกับเจ้าป่าเจ้าเขา อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และต้องเช็กเรื่องอาการทางจิต เพราะตามความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีการเซ่นไหว้ด้วยชีวิตมนุษย์อย่างแน่นอน.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    น้องจีน่าคดีอุ้มน้องจีน่าพิธีบูชายัญอุ้มน้องจีน่าบูชายัญเซ่นเจ้าป่าเจ้าของกลุ่มชาติพันธุ์รายงานพิเศษอุ้มน้องจีน่าเด็กหายพิธีเซ่นไหว้กลุ่มชาติพันธุ์เซ่นไหว้บูชายัญชนเผ่า

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 05:19 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์