โควิดซ้ำเติมการศึกษาไทย เรียนออนไลน์ไร้ผล โรงเรียนเอกชนเจ๊ง เลิกจ้างครู

ข่าว

    โควิดซ้ำเติมการศึกษาไทย เรียนออนไลน์ไร้ผล โรงเรียนเอกชนเจ๊ง เลิกจ้างครู

    ไทยรัฐออนไลน์

    7 ก.ย. 2564 20:23 น.

    โควิดก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงการศึกษา ไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ นักเรียนนักศึกษาต้องเรียนออนไลน์ ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการเรียน และได้ก่อผลกระทบมากมาย

    ลุกลามไปถึงการเลิกจ้างบุคลากรการศึกษาจำนวนมากในโรงเรียนระดับปฐมวัย ประถม และมัธยม ขณะนี้มีการเลิกจ้างไปแล้วประมาณ 20,000 คน และอาจเพิ่มขึ้นแตะ 35,000 คน
    ยิ่งการเรียนออนไลน์ของไทยไม่ได้มาตรฐาน ฉายภาพชัดคุณภาพการศึกษากำลังทรุดหนัก ส่งผลต่อความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะปานกลางและระยะยาว

    “รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษาแห่งชาติ และอดีตประธานอนุกรรมการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ระบุไทยจะเผชิญปัญหาวิกฤติทางการศึกษา พร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันลดลง การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น ผลิตภาพแรงงานลดลง และคุณภาพชีวิตลดลงในระยะกลางและระยะยาว

    ในส่วนของวิกฤติเศรษฐกิจ หากสามารถฉีดวัคซีนได้มากกว่าวันละ 600,000 ราย และจำนวนติดเชื้อลดลงต่อเนื่องอย่างในปัจจุบัน และสามารถเดินหน้าทยอยเปิดประเทศได้ในเดือน ต.ค. ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจะคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง

    ส่วนวิกฤติการศึกษา จะแก้ไขได้ยากกว่า มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมยาวนาน ส่งผลต่อคุณภาพแรงงานเป็นอย่างมาก จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงขึ้น จากโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมากในช่วงการล็อกดาวน์ และการแพร่ระบาดของโควิด

    โรงเรียนเอกชน ขาดสภาพคล่อง ปิดกิจการ เลิกจ้างครู

    นอกจากปัญหาวิกฤติคุณภาพการศึกษาแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากขณะนี้ จากการปิดตัวลงของสถานศึกษาเอกชนขนาดเล็กและขนาดกลาง จากปัญหาสภาพคล่องจำนวนมาก เพราะผู้ปกครองไม่สามารถจ่ายค่าเทอมได้ และบางส่วนไม่ยอมจ่าย เนื่องจากไม่ได้มีการจัดการศึกษาตามที่คาดหวัง

    “เด็กๆ เกือบทั้งหมดเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน เนื่องจากล็อกดาวน์ยาวนาน มีโรงเรียนและครอบครัวจำนวนมาก ไม่มีความพร้อมในการเรียนออนไลน์ การศึกษาทางไกล และการศึกษาที่เด็กๆ ต้องถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน และมีการเลิกจ้างบุคลากรการศึกษาจำนวนมากในโรงเรียนระดับปฐมวัย ประถม และมัธยม”

    ขณะนี้มีการเลิกจ้างไปแล้วประมาณ 20,000 คน และหากไม่มีการแก้ปัญหา คาดว่าจำนวนเลิกจ้างอาจแตะ 35,000 คน ในภาคการศึกษาหน้า ขณะที่สถานศึกษาเอกชนที่ยังประคับประคองตัวเองไปได้ ใช้วิธีลดเงินเดือนบุคลากรลงมาประมาณ 10-70% ทำให้ครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสบปัญหาทางการเงินและมีหนี้ส่วนบุคคลจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ ทำให้มีบุคลากรทางการศึกษาจำนวนไม่น้อยขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

    “เมื่อโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาอ่อนแอลงอย่างมาก ประเทศย่อมอ่อนแอลง และผลกระทบจะยาวนานกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ หรือวิกฤติการเมืองใดๆ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและเร่งด่วน จะมีสถานศึกษาระดับการศึกษาพื้นฐาน ทั้งระดับปฐมวัย จนถึงมัธยมของเอกชน ปิดกิจการเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก”

    หยุดเรียนนาน ฉุดทักษะคณิตศาสตร์-ด้านสังคม อ่อนลง

    สิ่งที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขปัญหาและต้องจัดการให้พลเมืองทุกคนให้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพราะจากการวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาบ่งชี้ชัดเจนว่า การลงทุนทางการศึกษาคุ้มค่ามากที่สุด จากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การลงทุนการศึกษาช่วงปฐมวัยในหลายประเทศ รวมทั้งไทย มีเด็กประถมจำนวนมากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะทางด้านสังคมอ่อนแอลง เพราะหยุดเรียนในชั้นเรียนไปนาน จากการแพร่ระบาดของโควิด จะนำไปสู่ปัญหาการศึกษาอีกมากตามมา

    รวมถึงความรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สุขอนามัยศึกษา สังคมศาสตร์และคณิตศาสตร์สำหรับทุกระดับในการศึกษาขั้นพื้นฐาน อ่อนแอลงหมด ซึ่งโรงเรียนของรัฐและเอกชน ต้องใช้เวลาเสริมสร้างทักษะชดเชยที่ขาดไป เด็กนักเรียนจะมีปัญหาทางการศึกษาในการเรียนรู้ขั้นสูงต่อไปในระดับอุดมศึกษา และจะมีความอ่อนแอ ในวิชาพื้นฐานต่างๆ ทำให้ไม่สามารถเรียนต่อในขั้นสูงได้เลย และไทยจะขาดกำลังที่มีความรู้พื้นฐาน ความรู้ขั้นสูงและการวิจัยด้านต่างๆ

    ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะต้องจัดตารางการเรียนการสอนใหม่ เพื่อให้เด็กสามารถตามบทเรียนที่ขาดพร่องไป จากการเรียนออนไลน์เป็นเวลานานในวิชาที่ต้องใช้ทักษะเหล่านี้ ในภาคปฏิบัติในชั้นเรียน โดยจำเป็นต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาและคณิตศาสตร์ และตัดชั่วโมงเรียนของวิชาที่จำเป็นน้อย หรือสามารถเรียนรู้ในภายหลังได้ออกไปก่อน

    ข้อเสนอแก้วิกฤติการศึกษา ลดเหลื่อมล้ำ ช่วยเด็กยากจน

    สำหรับ 6 ข้อเสนอในการแก้ปัญหาวิกฤติทางการศึกษา โดยข้อแรก ต้องจัดสรรเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ไม่ควรเกิน 1% สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีปัญหาสภาพคล่อง และเตรียมปิดกิจการให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ และต้องเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้นักเรียนเอกชน

    ข้อเสนอที่สอง ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์ในการลงทุน เพื่อให้มีการควบรวมสถานศึกษาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สามารถบริหารทรัพยากรทางการศึกษาและการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การศึกษามีคุณภาพมากขึ้น

    ข้อเสนอที่สาม จัดตั้งกองทุนขนาด 2,000 ล้านบาทใหม่หรือใช้กลไกกองทุนทางการศึกษาที่มีอยู่แล้ว ช่วยเหลือบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ชะลอการเลิกจ้าง หรือกรณีถูกเลิกจ้างให้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพอย่างอื่นหากไม่ประสงค์ทำงานในระบบการศึกษาอีกต่อไป และ ให้ทุนการศึกษา กับครูอาจารย์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในการศึกษาในขั้นสูงขึ้น

    ข้อเสนอที่สี่ มีความจำเป็นต้องทบทวนแผนการศึกษาชาติใหม่ โดยนำเอายุทธศาสตร์จากแผนการศึกษาชาติฉบับ 15 ปีที่ถูกตัดทิ้งไป กลับมาพิจารณาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการศึกษา การกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ให้โรงเรียนของรัฐมีสภาพเป็นนิติบุคคล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ปรับระบบและกลไกในการบริหารงานบุคคล และให้มีระบบครูสัญญาจ้าง สามารถจ่ายค่าตอบแทนสูง เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น

    ข้อเสนอที่ห้า ใช้งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดการศึกษาชดเชยการปิดโรงเรียน หรือการเรียนออนไลน์อย่างไม่มีคุณภาพ หลังจากการแพร่ระบาดโควิดมีทิศทางดีขึ้นอย่างชัดเจน และกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะต้องจัดตารางการเรียนการสอนใหม่ ให้เด็กสามารถตามบทเรียนที่พร่องไปจากการเรียนออนไลน์เป็นเวลานานในวิชาที่ต้องใช้ทักษะ และการปฏิบัติจริงในห้องเรียน หรือนอกห้องเรียน โดยจำเป็นต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ ภาษา คณิตศาสตร์ และการทักษะทางด้านอาชีพ รวมทั้งวิชาหน้าที่พลเมืองและสังคมศาสตร์

    ข้อเสนอที่หก จัดการฉีดวัคซีนคุณภาพสูงให้บุคลากรทางศึกษาให้ได้ 100% และจัดสรรงบเพื่อให้โรงเรียนทั้งรัฐและเอกชน สามารถจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข

    เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ผลจากเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    “องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรยูนิเซฟสหประชาชาติ ธนาคารโลก เห็นตรงว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา บทบาทของ กยศ. ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนนักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย”

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ยากจนมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกว้างยิ่งขึ้น มีความจำเป็นในการต้องปฏิรูประบบการเงิน เพื่อสนับสนุนการศึกษาอย่างมียุทธศาสตร์ และบูรณาการผ่านระบบการให้ทุนการศึกษา และต้องเพิ่มงบทุนการศึกษาให้เพียงพอโดยเฉพาะทุนการศึกษาในการเรียนสาขาวิชาชีพต่างๆ

    “ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการศึกษาของไทย รุนแรงกว่าที่คิดมาก ยังไม่มีองค์ความรู้ในการเข้าใจมัน เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่มุ่งเน้นในการทำความเข้าใจถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง โดยมากจะมุ่งเน้นที่ความเหลื่อมล้ำในแง่ของการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งได้ถูกสะท้อนเป็นประเด็นทางด้านเชิงปริมาณเป็นหลักเท่านั้น”.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      เรียนออนไลน์ผลกระทบเรียนออนไลน์วิกฤติการศึกษาผลกระทบโควิดล็อกดาวน์โรงเรียนเอกชนโรงเรียนเอกชนปิดกิจการโรงเรียนปิดการศึกษาไทยระบบการศึกษาไทยโควิดทักษะการเรียนปัญหาเรียนออนไลน์รายงานพิเศษ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 8 ธันวาคม 2564 เวลา 09:58 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์