- ก้าวต่อไปของไทย ในการขับเคลื่อนกิจการอวกาศจะไปในทิศทางใด หลังครม. 13 ก.ค.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ ตามการเสนอของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก่อนมาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐสภา ในการประกาศบังคับใช้
- เหตุผลในการออกกฎหมายฉบับนี้ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจีสด้า ระบุจะทำให้ไทยมีความพร้อมและรองรับการสร้างเศรษฐกิจอวกาศ หรือ New Space Economy จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อพัฒนาประเทศ
- หากจำได้ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยประกาศจะสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า เพื่อไทยจะเป็นชาติที่ 5 ของเอเชีย ถัดจากจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ท่ามกลางความสงสัยของหลายคน ถึงความเป็นไปได้ จากปัญหาในประเทศอีกมาก ต้องการเยียวยาแก้ไขมากกว่าการไปดวงจันทร์ และขณะนี้ไทยกำลังต่อสู้กับวิกฤติโควิด
...
อินเดีย หนึ่งในประเทศของเอเชีย ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีด้านอวกาศ แม้ไม่มีงบประมาณมากมาย ได้จัดตั้งองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ผลิตยานอวกาศ "จันทรายาน-1" และ "จันทรายาน-2" ไปบนดวงจันทร์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการลงจอด และพยายามจะส่ง "จันทรายาน-3" เพื่อพิชิตเป้าหมาย สร้างประวัติศาสตร์ของประเทศให้ได้
จุดเริ่มยุคอวกาศ จากการที่รัสเซียส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2500 นำไปสู่การแข่งขันระหว่าง 2 มหาอำนาจของโลก ระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย ในยุคสงครามเย็น เพื่อครอบครองอวกาศใช้ในสงคราม สร้างความหวาดระแวงไปทั่วโลก
ต่อมามีกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยหลักการใช้บังคับต่อกิจกรรมการสำรวจและใช้อวกาศ ปี 2510 ต้องอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน กำหนดไว้ว่า ห้วงอวกาศ ไม่อาจถูกยึดครอง หรือตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐใดๆ ยังคงถือปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างรวดเร็วหลากหลาย สร้างเม็ดเงินมหาศาลแก่อุตสาหกรรมกิจการอวกาศ
ร่าง ก.ม.กิจการอวกาศ แก้ไขหลายรอบ ไม่เอานาซาไทย
ขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายกิจการอวกาศ ซึ่งจะเกี่ยวข้องอย่างไรในการจะผลิตยานอวกาศไปดวงจันทร์หรือไม่ "ดร.พงศธร สายสุจริต" ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) ผู้สร้างดาวเทียมสัญชาติไทยดวงแรก ส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2561 จนได้รับฉายา “มิสเตอร์ดาวเทียม” กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเน้นการกำกับดูแลกิจการอวกาศ เคยถูกเสนอเมื่อ 2-3 ปีมาแล้ว ผ่านการแก้ไขมาหลายรอบมาก ก็ไม่มีความชัดเจน
รวมถึงก่อนหน้านี้มีการเสนอให้จัดตั้งองค์การอวกาศ หรือนาซาของไทย ซึ่งมีการตัดออกไป และทางจีสด้า ไม่เคยออกมาชี้แจงใดๆ ว่าได้ส่งร่างกฎหมายฉบับใดเข้าไป เนื่องจากเนื้อหากว้างมาก ครอบจักรวาล โดยกิจการใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศ ต้องขออนุญาตจากรัฐบาล
“ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะกระทบคนไทยทุกคน เพราะกว้างมากจะกระทบต่อระบบจีพีเอส หรืออย่างผมเอง ทำงานทดลองต่างๆ ต้องขออนุญาตหรือไม่ เพราะในกฎหมายไม่ได้เขียนว่าเข้าข่าย หรือเป็นอย่างไร และมีเกณฑ์อะไรบ้าง ส่วนกฎหมายนี้ควรมีหรือไม่ ต้องบอกว่าจำเป็นต้องมี แต่การตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา จะสิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาล อย่างญี่ปุ่น มีองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ทำหน้าที่กำกับดูแล แต่มีกระทรวงคล้ายๆ มหาดไทย และ กสทช. ดูแลทั้งหมด เป็นหน่วยงานในองค์กรนี้”
...
หากบังคับใช้ กระทบแน่ทุกฝ่าย มีช่องโหว่หาประโยชน์
เมื่อเปรียบเทียบกับไทย พบว่า มีหน่วยงานซ้อนไปซ้อนมา ทั้งในกระทรวงดิจิทัลฯ จีสด้า และกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้คิดว่า พ.ร.บ.ที่จะออกมาเพื่อควบคุมทุกอย่างที่ได้ผลประโยชน์ และจากจุดนี้จะก่อให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น ในประเด็นใครจะได้รับอนุญาต หรือไม่ได้รับอนุญาต เพราะประเทศไทยไม่เคยมีเทคโนโลยีอวกาศ จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่เช่นนั้นจะเกิดจุดอ่อน ไม่สามารถเดินได้อย่างสะดวก
อีกทั้งผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุนด้านอวกาศ หรือ Space Economy รวมถึงสตาร์ทอัพ นอกจากจะถูกกำกับแล้ว ยังต้องขอใบอนุญาต และเสียค่าธรรมเนียม ยกเว้นเทคโนโลยีอวกาศเกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เสียเปรียบ ในการแข่งขันในตลาดโลก ยกตัวอย่างญี่ปุ่น ยังถูกโจมตีเรื่องศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก เพราะจะขายอะไรต้องถูกกำกับควบคุม ทั้งที่ไม่จำเป็น
“ผู้ประกอบการหน้าใหม่ จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายฉบับนี้ ทำไมไม่ทำให้ง่ายขึ้น เอื้อต่อการทำธุรกิจในการแข่งกับต่างประเทศ ควรเขียนในกฎหมายว่าจะสนับสนุนอย่างไร และงบจะมาจากไหน ให้เกิดความชัดเจน แต่กลับเขียนให้กำกวมไม่ชัดเจน และเข้าใจว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโต มีเม็ดเงินมหาศาล เป็นช่องทางเก็บภาษี ทำให้นักการเมืองต่างจ้องอยากจะเข้ามาทำหน้าที่ แตกต่างกับต่างประเทศที่ไม่มีการควบคุมใดๆ”
...
แม้กฎหมายดังกล่าว อาจต้องใช้เวลาพิจารณานาน แต่หากบังคับใช้จะเกิดผลกระทบต่อทุกฝ่าย แต่สุดท้ายก็จะเกิดกฎหมายลูกต่างๆ ตามมา ต้องผ่านการพิจารณาหลายด้าน และที่ประหลาดใจที่สุด เนื่องจากกระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบ เข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐ และไม่เคยรับรู้มาก่อน ทำให้กฎหมายไม่เอื้อต่อสถานการณ์
โครงการยานอวกาศ อาจรับผลกระทบ ไปไม่ถึงดวงจันทร์
ในส่วนการผลักดันให้ไทยผลิตยานอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ใน 7 ปีข้างหน้า ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ และที่ผ่านมายังไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาล ว่าจะอนุมัติ หรือให้เดินหน้าต่อในการศึกษาแนวทางหรือไม่ โดยวันที่ 19 ก.ค.นี้ จะเข้าหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี
“ยอมรับว่าการจะไปดวงจันทร์นั้นยากมาก ต้องอาศัยกลุ่มสนับสนุนทั้งภาครัฐและประชาชน หากประชาชนไม่เห็นด้วย ถามว่ากลุ่มนักวิจัยจะล้มเลิกหรือไม่ คงไม่เกี่ยวกัน จะมีการศึกษาต่อไปเรื่อยๆ แต่กฎหมายฉบับนี้อาจทำให้โครงการยานอวกาศไปดวงจันทร์ ติดปัญหา ไม่สามารถไปต่อก็ได้”
...
ส่วนความพยายามของ ดร.เอนก ในการผลักดันโครงการไปดวงจันทร์ เข้าใจว่าอาจจะพูดเพื่อให้ได้รับการสนับสนุน เพราะเคยเป็นอาจารย์มาก่อน หากไม่ผลักดันจะทำให้ประเทศไทยตกขบวน ขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้า ซึ่งความจริงแล้วใช้งบประมาณน้อยมาก
เทคโนโลยีอวกาศสุดล้ำ เพิ่มมูลค่า ช่วยประเทศร่ำรวย
ยกตัวอย่างการทำอุปกรณ์สร้างดาวเทียม ได้นำอลูมิเนียมชนิดเดียวกับที่ทำขอบหน้าต่างมุ้งลวดมาทำ หากนำมาใช้กับยานอวกาศ จะช่วยลดต้นทุน และจะช่วยให้ประเทศร่ำรวย ไม่ต้องพึ่งการท่องเที่ยวหรือส่งออก จากการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมอวกาศ ทั้งด้านซอฟต์แวร์ แผนที่จีพีเอส และนำไปใช้ในด้านเกษตรกรรม ซึ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด
อย่างประเทศจีน ได้นำเทคโนโลยีจากอวกาศ หาข้อมูลนำมาวิเคราะห์ในการปลูกพืช และรู้ว่าทั่วโลกปลูกอะไร เพื่อมาประเมินในการปลูกพืชในแต่ละฤดู ทำราคาให้ได้มากที่สุด เป็นการช่วยเกษตรกร และยังช่วยสำรวจแหล่งน้ำ หรือกรณีโรงงานสารเคมีระเบิด ย่านกิ่งแก้ว สามารถใช้ข้อมูลดาวเทียมสำรวจการรั่วไหลของสารเคมีไปในแหล่งน้ำได้
“อะไรที่ชาวบ้านทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ก็ต้องพิจารณาตัวเอง เพราะไทยไม่เคยติดปัญหาทั้งเรื่องเทคนิค เทคโนโลยี แต่ติดเรื่องกฎหมาย นโยบาย การสนับสนุนจากภาครัฐเท่านั้น และองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคตจะมีอำนาจมาก อาจส่งผลทำให้การวิจัยต่างๆ ยุติลงก็ได้ ดูน่ากลัวมาก เหมือน พ.ร.บ.คอมพ์ฯ และอาจทำให้โครงการยานอวกาศไปดวงจันทร์เกิดปัญหาก็ได้ ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่คิดว่ากฎหมายฉบับนี้กว่าจะผ่านได้คงอีกนาน”.
ผู้เขียน : ปูรณิมา
กราฟิก : Theerapong.C