แพทย์และผู้เชี่ยวชาญของไทย ต่างออกมาคาดการณ์ว่าคนในประเทศ อาจจะต้องฉีดวัคซีนโควิด เป็นเข็มที่ 3 เพราะเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา แพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น สามารถหนีภูมิของวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มได้ จนเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดนี้

นั่นหมายความว่า ใครก็ตามได้รับการฉีดวัคซีนของซิโนแวค ครบ 2 เข็ม และขณะนี้ได้กลายเป็นวัคซีนที่ใช้ฉีดเป็นส่วนใหญ่ในไทย มีประมาณ 20 ล้านโดส กำลังทยอยส่งมอบ หลังมาถึงไทยแล้ว 6.5 ล้านโดส อาจไม่เพียงพอและคุมสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ได้ ทำให้การฉีดเข็มที่ 3 เป็นทางออก เพื่อไปกระตุ้นร่างกายเพิ่มเติม ระหว่างรอวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ หลายคนมองว่าไฟเซอร์และโมเดอร์นา น่าจะดีกว่าวัคซีนยี่ห้อเดิม

แม้แต่ทางบริษัทซิโนแวค ในจีน ได้มีการทดลองฉีดเข็มที่ 3 หรือ “booster shot” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน 2 เข็มแรก ซึ่งผลการทดลองระยะที่ 2 พบว่าช่วยเพิ่มแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกัน เป็น 10 เท่า ภายในเวลา 1 สัปดาห์

สำหรับสายพันธุ์เดลตา เป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่มีระดับความรุนแรงมากที่สุด กระจายเชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์อัลฟา ถึง 60% พบการระบาดครั้งแรกในไทย ภายในแคมป์คนงานย่านหลักสี่ โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา เพิ่ม 168 ราย ทำให้ตั้งแต่เดือน เม.ย.จนถึงปัจจุบันพบสายพันธุ์เดลตาแล้ว 661 ราย คิดเป็น 10.47%

...

ไทยหนีไม่พ้นสายพันธุ์ดุ "เดลตา" ต้องฉีดวัคซีนเข็ม 3

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกว่า ในอนาคตไทยคงหนีไม่พ้นสายพันธุ์เดลตา และรัฐบาลได้ประกาศให้วัคซีนแอสตราเซเนกา เป็นวัคซีนหลักของประเทศ หากฉีดเข็มที่ 2 เร็วขึ้น จะสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ หากมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น

ส่วนวัคซีนที่กระตุ้นภูมิต้านทานได้น้อยกว่า คงจะต้องกระตุ้นในเข็มที่ 3 ให้ภูมิต้านทานสูงขึ้นเพื่อป้องกันสายพันธุ์เดลตา จนกว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ให้ตรงกับสายพันธุ์ที่มีการระบาด

เช่นเดียวกับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มองว่า หากจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ควรต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ไปก่อน และในกรณีวัคซีนซิโนแวค หากฉีดครบ 2 เข็ม ให้เตรียมตัวรับเข็มที่ 3 เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันยังต่ำกว่า 70% ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลตาลดลง

เสนอรัฐบาล ฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรก กับเข็มสอง ต่างยี่ห้อ

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ในฐานะนักไวรัสวิทยา เคยยืนยันมาตลอดตั้งแต่ในช่วงวัคซีนโควิดในไทยมีจำกัดว่า สามารถฉีดต่างยี่ห้อได้ในกรณีเข็มสอง กระทั่งรัฐบาลมีแนวคิดจะเปิดประเทศใน 120 วัน จึงเสนอให้รัฐบาล ตัดสินใจเริ่มให้ฉีดวัคซีนเข็มแรก กับเข็มสองต่างยี่ห้อกัน โดยไฟเซอร์กับโมเดอร์นา เป็นวัคซีนที่ได้มาตรฐานที่สุดเพราะมีภูมิคุ้มกันสูง ในการป้องกันไวรัสโควิดทุกสายพันธุ์

พร้อมหยิบยกผลการทดลองใช้วัคซีนเข็มแรกกับเข็มสองต่างยี่ห้อกัน ในประเทศเยอรมนี มีการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นเข็มแรก และเว้นอีก 6 สัปดาห์ ฉีดต่อเข็มสองด้วยยี่ห้อไฟเซอร์ พบว่าทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายสูงขึ้น ดีกว่าการฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม

...

ในประเด็นการฉีดเข็ม 3 ด้วยวัคซีนซิโนแวค ซึ่งขณะนี้มีการถกเถียงเรื่องภูมิคุ้มกันที่จะสูงขึ้นจริงหรือไม่ หากขึ้นจริงน่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะอย่างน้อยเป็นแนวทางที่จะน่าช่วยแก้ปัญหาภูมิคุ้มกันที่มีไม่มาก จากการฉีด 2 เข็ม แต่เนื่องจากข้อมูลการฉีด 3 เข็ม ยังไม่มีออกมายืนยัน ทำให้การอ้างอิงข้อมูล จะใช้ความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง

นอกจากนี้มีข้อมูลจากทีมวิจัยจากอินโดนีเซีย ซึ่งทดลองฉีดวัคซีนซิโนแวค ให้กับผู้ป่วยโควิดที่หายป่วยแล้ว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่มีภูมิ และกลุ่มไม่มีภูมิ เมื่อฉีดเข็มแรกเข้าไป พบว่ากลุ่มที่มีภูมิ สามารถถูกกระตุ้นให้ภูมิสูงขึ้นจากเข็มแรกได้ แต่กลุ่มที่ 2 ยังไม่ค่อยตอบสนองต่อเข็มแรก

...

“ประเด็นที่น่าสนใจ หลังจากฉีดเข็มสองให้กับกลุ่มที่ 1 คาดหวังจะมีภูมิสูงขึ้นไปอีก กลับพบว่าไม่ได้มีระดับแอนติบอดีที่แตกต่างจากเข็มแรก ขณะที่กลุ่มที่ 2 มีภูมิสูงขึ้นมา ใกล้เคียงกับคนปกติที่ได้ 2 เข็ม และถ้ามองคนกลุ่มที่ 1 มีภูมิขึ้นอยู่แล้ว ทำให้การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 อาจจะคล้ายๆ กับการกระตุ้นด้วยเข็มที่ 3 ที่เราพยายามจะทำ อาจบอกเป็นนัยๆ ว่า การคิดว่าจะขึ้นเยอะเป็นสิบเท่า อาจจะสูงเกินไป”

อีกทั้งการศึกษาครั้งนี้ของทีมวิจัยอินโดนีเซีย ห่างกันแค่ 2 สัปดาห์ คิดว่าอาจจะสั้นไป และหากฉีดเข็ม 3 ยาวออกไป อาจมีความแตกต่างไปในทางที่กระตุ้นได้สูงขึ้นก็เป็นไปได้.