ไลฟ์สไตล์
100 year

วัคซีนโควิด ความเหลื่อมล้ำบังเกิด เป็นเพราะใคร นำเข้าล่าช้า ไม่เพียงพอ

ไทยรัฐออนไลน์
6 พ.ค. 2564 13:00 น.
SHARE
  • ไม่ใช่ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยจะเข้าถึงวัคซีนโควิด ในปริมาณที่ต้องการ เพื่อนำไปฉีดให้กับประชากร สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และข้อมูลเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ทั่วโลกฉีดไปแล้ว 1,195 ล้านโดส ใน 194 ประเทศและเขตปกครอง
  • อัตราการฉีดทั่วโลกอยู่ที่ 19.8 ล้านโดสต่อวัน โดยอิสราเอล ฉีดวัคซีนเกินครึ่งของประชากร ขณะที่สหรัฐฯ ฉีดไปแล้ว 248 ล้านโดส คิดเป็นสัดส่วน 38.6% ของประชากร และกว่า 106 ล้านคน ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส

  • ภูมิภาคอาเซียน ฉีดไปแล้ว 32.7 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ ฉีดมากสุด 19.5% ของประชากร ส่วนไทย 1,573,075 โดส จากวัคซีนที่ได้รับการจัดสรร 2 ยี่ห้อ ทั้งซิโนแวคและแอสตราเซเนกา รวม 2 ล้านกว่าโดส ครอบคลุมประชากรเพียง 1.2% เท่านั้น จากที่ต้องฉีดสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ 70% ของประชากร ทำให้ต้องเร่งจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติมกว่า 30 ล้านโดส จากที่จัดหามาได้และกำลังทยอยเข้ามาประมาณ 70 ล้านโดส รวมทั้งสิ้น 100 ล้านโดส

ข่าวแนะนำ

สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยขณะนี้ เพราะวัคซีนโควิดไม่เพียงพอ ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ กับคำถามคาใจ โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งการจำกัดความอาจกว้างเกินไป จนคนสงสัยมีการฉีดให้เฉพาะบุคลากรกลุ่มนี้จริงหรือ? และอาจฉีดให้กับคนในครอบครัว บุคคลใกล้ชิดไปแล้วก็ได้โดยที่สังคมไม่ล่วงรู้ เป็นอีกสิ่งที่น่าคิด

สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของ "ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข" ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดไม่เกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีในการผลิต ทำให้วัคซีนแต่ละยี่ห้อมีประสิทธิภาพที่ต่างกัน แต่กรณีของไทยบังเอิญไปสร้างขั้นตอนที่ยุ่งยากกับผู้ขายวัคซีน เพราะเคยคุมโควิดมาได้จึงเกิดการเล่นตัว แต่เมื่อเกิดการระบาดระลอก 3 อาจยอมรับไม่ได้ ทำให้รัฐไม่มีประสิทธิภาพในการจัดหาวัคซีน

“ต้อมยอมรับเรื่องเงื่อนไขของวัคซีน เป็นตลาดของผู้ขาย และต้องเซฟตัวเองโดยการเจรจากับรัฐเท่านั้น แต่เมื่อโควิดระบาดหนักขึ้นมาอีก รัฐบาลไทยยังเกี่ยงงอนสร้างเงื่อนไขในการเจรจาซื้อวัคซีน ไม่ว่าผู้ผลิตจะว่าอะไร ก็ไม่ว่าอะไรไปด้วย แทนที่จะเจรจาให้ได้วัคซีนเท่าไรก็เอาไปก่อน จาก 100 ได้มา 20 ก็ยังดี แต่กลับให้ความสำคัญน้อย อยากจะเจรจากับบางบริษัท และไม่ยอมลดเงื่อนไข

ทำให้บริษัทวัคซีน คิดว่าขายยากมาก ใช้เวลานานกว่าจะผ่านขั้นตอนอย.ไทย จนทำให้ได้วัคซีนล่าช้า และได้วัคซีนที่ประสิทธิภาพด้อยกว่า เพราะไทยไปตั้งเงื่อนไขตั้งแต่แรก บอกว่าเอกชนนำเข้าไม่ได้ ต้องรัฐเท่านั้นแต่ไม่ออกหน้าพยายามเจรจา”

หรือแม้ว่าไทยมีการผลิตวัคซีนโควิด แต่ก็อยู่ในเงื่อนไขภายใต้การกำกับของบริษัทแอสตราเซเนกา โดยไม่เจรจาเพิ่มเพื่อให้มีวัคซีนเพียงพอ ซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนให้น้อยลง แต่เมื่อวัคซีนไม่เพียงพอ ทำให้คนเกิดความไม่มั่นใจในวัคซีน แม้บางคนเข้าใจว่าดีกว่าเสื้อเกราะ แม้วัคซีนจะแย่เพียงใดก็ตาม ซึ่งรัฐบาลไม่ประชาสัมพันธ์ว่าอาการไม่พึงประสงค์นั้นมีน้อย

วัคซีนไม่พอ เพราะขั้นตอนยุ่งยาก นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ

จากความไม่เพียงพอของวัคซีน ได้ไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดสรรวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ว่ามีการฉีดให้กับคนใกล้ชิดหรือไม่ อาจมีการฉีดลูกของตัวเองและคนในครอบครัว ทำให้ถูกมองเป็นความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การเลือกที่รักมักที่ชัง และบางคนออกมาบอกไปฉีดวัคซีนในต่างประเทศ สามารถเลือกยี่ห้อใดก็ได้

“ตรงข้ามกับไทยกว่าวัคซีนจะเข้ามา ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากของอย. ใช้เอกสารยื่นข้อมูลพันกว่าหน้า ทั้งๆ ที่หลายยี่ห้อผ่านการอนุมัติโดยองค์การอนามัยโลก ในการใช้กรณีฉุกเฉิน ทำอย่างกับว่าอย.ของไทย ใหญ่กว่าอย.ของต่างประเทศ และรัฐบาลต้องไปขอให้เขามายื่น ไม่ใช่รอเขามายื่น เพราะตอนนี้หลายประเทศกำลังรอวัคซีนอีกจำนวนมาก เมื่อไทยไม่ได้วิเศษวิโสดีกว่าเงินดอลลาร์ ทางรัฐบาลไทยควรรู้ต้องทำอย่างไร ให้เขาได้เข้ามาขาย เมื่อตอบไม่ได้ก็เกิดความเหลื่อมล้ำ”

ผศ.ดร.สันติ ยอมรับมีความจำเป็นต้องฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ แต่ต้องขีดเส้นให้ชัดเจน โดยเฉพาะการฉีดให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งกว้างมาก และกลับกันคนทำหน้าที่จิตอาสาต้องเสี่ยงสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด ก็ไม่ได้ฉีด ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาทันที เป็นเพราะอะไร

ขณะเดียวกันการนำวัคซีนไปฉีดในพื้นที่ภูเก็ต เพื่อเปิดประเทศ ก็มีคำถามว่าทำไมไม่ฉีดให้สมุย และพื้นที่อื่น หรือเพื่อให้ผู้ประกอบการในภูเก็ตรอด แต่จังหวัดอื่นแย่ ซึ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่เลือกใคร แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน จากการที่รัฐบาลสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น อย่างการไปฉีดเฉพาะภูเก็ตจริงๆ หรือ แต่คนจากพื้นที่อื่นไปทำงานภูเก็ตจำนวนมาก ได้รับผลกระทบมากกว่า ต้องกลับบ้านในชนบท จึงเกิดคำถามหากฉีดเฉพาะภูเก็ต จะเรียกให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานได้หรือไม่

จี้นายกฯ ใช้อำนาจเด็ดขาด เจรจาซื้อวัคซีนหลายๆ ยี่ห้อ

เมื่อการกำกับดูแลทุกอย่างอยู่ที่นายกรัฐมนตรี มีการรวบอำนาจมาทั้งหมด ควรจะเจรจากับบริษัทวัคซีน มาใช้ในกรณีฉุกเฉินจากโรคระบาดก็สามารถสั่งได้ แต่ไม่ควรสร้างเงื่อนไขในการยื่นเอกสาร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ และควรทำอย่างไรให้ได้วัคซีนเข้ามาให้มากที่สุด หากคนไม่มั่นใจในวัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ก็ควรให้เข้ามาหลายๆ ยี่ห้อให้คนได้เลือก หากกังวลมากก็ให้คนเซ็นยินยอมในการเลือกวัคซีน เพื่อแก้ปัญหา

สรุปแล้ววัคซีนโควิด ควรเข้ามาในไทย 100 ล้านโดส ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว หากล่าช้าไปอีกเศรษฐกิจจะตกต่ำ จากที่คาดการณ์จะขยายตัวต่ำลงเหลือ 2.3% แม้บอกกันว่าส่งออกจะดีขึ้นก็ตาม แต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ยากที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้

ส่วนการเปิดประเทศก็ไม่คิดว่าง่าย จะได้ตัวเลขนักท่องเที่ยว 2 ล้านคน ซึ่งยากมาก เพราะไม่มีใครกล้าเดินทางมา และมีอย่างเดียวเท่านั้น ต้องเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนว่าไทยมีความจำเป็น ซึ่งไม่เข้าใจทำไมรัฐบาลไปปฏิเสธหอการค้าในการจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติม แค่เพียงรัฐบาลนำเข้ามาให้ภาคเอกชน แต่รัฐบาลกลับไม่ทำ

เพราะอย่างน้อยหากได้วัคซีนมาฉีดให้กับประชากร 35 ล้านคน ก็ยังดีและจะไม่เกิดปัญหา ไม่ต้องมาแก้ตัวว่าคนไม่อยากฉีดวัคซีน แต่ทำไมไม่คิดว่ายังมีคนพร้อมจะฉีดอีกเป็นจำนวนมาก “ใครไม่ฉีด ก็ให้คนอยากฉีดได้ฉีดไปก่อน”.

ผู้เขียน : ปูรณิมา

กราฟิก : Theerapong

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนโควิดวัคซีน covidข่าววัคซีนโควิดโควิดสถานการณ์โควิดspecial contentความเหลื่อมล้ำวัคซีนโควิดฉีดวัคซีนต่างประเทศรายงานพิเศษฉีดวัคซีนยี่ห้อวัคซีนจัดซื้อวัคซีน

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564 เวลา 05:51 น.