ไลฟ์สไตล์
100 year

อย่าได้พราก ลิงอ้วน "ก็อดซิลลา" จากอกเจ้าของ เลี้ยงดูมาแต่เล็ก ปล่อยอยู่โลกภายนอกไม่ง่าย

ไทยรัฐออนไลน์
1 เม.ย. 2564 12:51 น.
SHARE
  • ความผูกพันมีมานานกว่า 3 ปี เลี้ยงดูเหมือนลูก เมื่อต้องถูกพรากไป ยากเกินจะทำใจ น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ภายหลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้ายึดเจ้า “ก็อดซิลลา” ลิงแสมตัวอ้วน เพศผู้ น้ำหนัก 20 กิโลกรัม วัย 3 ปี 8 เดือน นำไปดูแลลดความอ้วน ให้มีสุขภาพดี อีกทั้งลิงแสม เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ไม่สามารถครอบครอง หรือเลี้ยงดูแลได้ หากไม่เคยแจ้งการครอบครองตามกฎหมาย

  • กลายเป็นดราม่า เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลอย่างมากมาย ส่วนใหญ่ไม่อยากให้ลิงอ้วน “ก็อดซิลลา” พลัดพรากไปจากเจ้าของ เพราะกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวไปแล้ว เมื่อไปขายลูกชิ้นในตลาดย่านมีนบุรี ต้องนำเจ้าลิงอ้วนไปด้วยตลอด กลายเป็นภาพชินตาของคนที่เดินผ่านไปมา

  • นึกถึงตอนที่ “ก็อดซิลลา” เคยกินอยู่อย่างอิสระ ไม่ได้อยู่ในกรงขัง เมื่อไปอยู่สถานที่ใหม่จะปรับตัวกินนอนอย่างไร? หลายคนเกรงว่ามันจะตรอมใจตาย จากความเคยชินอยู่กับครอบครัวที่เลี้ยงดูกันมานาน กลายเป็นว่าเอาเจ้าลิงอ้วนไปตาย เพราะอาจเข้ากับฝูงลิงไม่ได้ ถูกรุมกัดบาดเจ็บจนตายก็ได้

ข่าวแนะนำ

เมื่อลิงอ้วน “ก็อดซิลลา” ถูกนำมาดูแลในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) จ.ฉะเชิงเทรา การปรับตัวอาจไม่ง่ายในระยะแรก พร้อมกับกระแสเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผ่อนผัน ยอมให้เจ้าของเลี้ยงดูต่อไป เพราะผูกพันกันมานาน ไม่ควรพรากเอาลูกเขาไป ขณะที่ฝ่ายสัตวแพทย์ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า ยืนยันดูแลลิงแสมตัวนี้เป็นกรณีพิเศษ ให้อยู่ในกรงขนาดใหญ่ตัวเดียว ปัจจุบันเริ่มปรับตัวได้ ไม่มีอาการซึมเศร้าหรือตรอมใจ สามารถกินอาหารธรรมชาติได้ตามปกติ โดยแจ้งความคืบหน้าในการดูแลลิงแสมให้เจ้าของได้ทราบเป็นระยะๆ

แล้วจะเลือกทางใด? ระหว่างให้เจ้าของนำกลับไปเลี้ยง หรือให้เจ้าหน้าที่ดูแลฟื้นฟูต่อไป ในความเห็นของ “สัตวแพทย์หญิง จุฑามาศ สุพะนาม” หรือหมอเตย ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ตระกูลวานร และอุทิศตนในการรักษาพยาบาลลิงในลพบุรี กล่าวกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า ที่ผ่านมา “ก็อดซิลลา” ถูกเลี้ยงดูแบบสปอยล์มาตลอด การนำไปเลี้ยงดูต่อเป็นเรื่องลำบาก โดยปกติเมื่อลิงอยู่ในวัยเด็ก เป็นสัตว์ที่น่ารักมาก สัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่ายังไม่ปรากฏขึ้นมา แต่เมื่ออายุ 3 ขวบ เข้าสู่วัยหนุ่ม มีความแข็งแรงจะแสดงความก้าวร้าวออกมา ตามสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่า เมื่อถูกแย่งของกินอาหาร โดยเฉพาะไม่ชอบใครจ้องหน้าก็จะทำร้ายได้

ในแง่ของคนเลี้ยงนำ “ก็อดซิลลา” มาดูแลเพราะพ่อแม่ถูกรถชนเสียชีวิต จึงเอามาเลี้ยงดูด้วยความบริสุทธิ์ด้วยความรัก แต่ในพร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 กำหนดไว้ว่าลิงแสมเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ด้วยเหตุที่กฎหมายตราขึ้นมาเพื่อป้องกันการถูกฆ่า ป้องกันการนำไปขายเอามาเลี้ยงในบ้าน และเมื่อมีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่า จึงมีคมเล็บคมเขี้ยว ทำให้มนุษย์ไม่ปลอดภัยได้ จึงมีการตรากฎหมายฉบับนี้ออกมา หรือแม้ไม่ได้มาจากการซื้อขายก็ตาม แต่คนอาจไม่มีความรู้ อาจเลี้ยงผิดวิธี และในเวลาต่อมาไม่มีการออกใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนสัตว์ป่า จะต้องส่งสัตว์ป่าให้กรมอุทยานฯ ดูแลเท่านั้น

“เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องยอมรับว่าด้วยงบประมาณอาจจำกัด และหมอสัตวแพทย์มีจำกัด ทำให้สถานที่ต่างๆ ในการดูแลสัตว์ป่าของภาครัฐ คงไม่สามารถดูแลคุ้มครองสัตว์ ให้ได้รับสวัสดิภาพที่ดีได้ เมื่อคนมาพบสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่จึงบอกไปว่าให้เอาไปเลี้ยงเองเลย จนกลายเป็นว่ามีหลายคนต้องเลี้ยงดูสัตว์พวกนี้ ด้วยความผูกพัน และต่อมาถูกแยกด้วยตัวบทกฎหมาย เกิดการพลัดพรากจากกัน รักมากแค่ไหนก็ต้องยอมรับให้ได้ และสักพักหนึ่งสัตว์ป่าเหล่านี้จะปรับตัวได้ ใช้เวลาเป็นปี แต่เจ้าของคนเคยเลี้ยงดู จะกระทบหนักมากกว่าในด้านจิตใจ กว่าจะทำใจได้”

หมอเตย เล่าให้ฟังกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จากประสบการณ์เลี้ยงดูแลลิง 12 ตัว จนกระทั่งพวกมันอายุ 2 ขวบ ต้องส่งเข้าฝูง แต่กลับมีลิงอีก 4 ตัวไม่ยอมเข้าฝูง เพราะที่ผ่านมาเมื่อลูกลิงลืมตาออกมาก็อยู่กับเรามาตลอด มีจิตใจผูกพันกัน ทำให้ได้รู้ว่าเมื่อปล่อยลิงไปเข้าฝูงจะอยู่ได้ยาก เมื่อลิงเคยชินกับการกินอาหารที่มนุษย์หยิบยื่นให้ เคยได้รับอ้อมกอดจากมนุษย์ เคยนอนที่นอนนุ่มๆ เคยชินการเป็นอยู่แบบนี้มานาน คิดว่าต้องปรับตัวมากๆ อาจนานมากถึง 2 ปี เพราะลิงไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นลิงไม่ยอมเข้าฝูง เมื่อรับกลับมาดูแลอีกครั้งตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 2563 พบว่าลิงเหล่านั้นไม่เหมือนเดิม ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจยอมให้จับตัว ไม่ยอมให้เข้าใกล้ เพราะกลัวจะถูกจับเข้าฝูงอีก

“การจะปล่อยลิงที่เหลืออีก 4 ตัวเข้าฝูง ทำให้ไม่มั่นใจจะเข้าฝูงได้หรือไม่ จะต้องมีพ่อรับแม่รับ มารับเข้าไปอยู่ในฝูง หากเป็นตัวเมียจะเข้าฝูงได้ง่ายกว่าตัวผู้ แม้แต่ลิงในลพบุรี มีสถานที่กว้างขวางแค่ไหนก็ต้องวิ่งไปอยู่ที่ตึก แต่การจะปล่อยลิงไปอยู่ป่า ลองคิดดูว่าจะอยู่ได้อย่างไร หากลองนำทุเรียนไปแขวน ลิงก็ไม่รู้ว่าเป็นอาหาร เพราะไม่ได้รับการถ่ายทอดกันมา หรืออย่างเคสนำลิงไปปล่อยบนยอดเขาจีนและในลพบุรี กว่าจะปรับตัวได้ใช้เวลา 3 ปี ต้องรออาหารจากมนุษย์เท่านั้น ไม่สามารถหากินเองได้ ต้องแอบเอาอาหารไปไว้ในป่าลีก จนกว่าลิงจะปรับตัวได้”

ในกรณีของ “ก็อดซิลลา” เมื่อนำไปอยู่สถานที่ใหม่ ทำให้เกิดความเครียดมีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งมีผลต่อตับไต เพราะเคยกินแต่ขนม ติดของหวานน้ำตาล เมื่อไม่ได้กินจะเกิดอาการโหยอ่อนเพลียเหมือนลงแดง หากหมอในสถานีเพาะเลี้ยงคอยดูแลเอาใจใส่ และรักสัตว์ก็จะเข้าใจได้ดี ส่วนการตรวจเลือดควรต้องดำเนินการ เพื่อตรวจหาสิ่งที่ต้องสงสัย เช่น มีไขมันในเลือด หรือเบาหวานหรือไม่ และค่อยๆ ให้อาหารชนิดใหม่ เพราะหากเครียดมากอาจเป็นอะไรขึ้นมาได้จนเกิดอันตราย

จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ลิงอ้วน “ก็อดซิลลา” ไม่อยากให้ซ้ำรอยกรณีป้ารายหนึ่ง ดูแลลิงแก่ตาบอดเพราะความสงสาร จนถูกจับถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2561 แต่อยากให้ไปทำเรื่องดูแลลิง ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของนำลิงไปหารายได้ คิดว่าสามารถคุยกันได้แบบพบกันครึ่งทาง เพราะหากยึดกฎหมายแล้วคนเลี้ยงจะต้องติดคุก โดยมีข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่ขอเป็นแค่คนดูแล เพราะกรมอุทยานฯ อาจดูแลได้ไม่ดี ไม่ถูกหลักโภชนาการ

เสนอทางออกร่วมกัน ดีกว่าปล่อย ลิงอ้วน "ก็อดซิลลา" เสี่ยงถึงชีวิต

หมอเตย ยกกรณีการเข้ายึดสัตว์ป่า และพบว่าสัตว์เหล่านี้เสียชีวิตภายหลังเป็นจำนวนมาก เช่น เสือของกลางในวัดป่าหลวงตาบัวฯ ได้ล้มตายไปขณะเคลื่อนย้ายเพราะยาสลบ และไม่มีหลักฐานในการกำจัดซาก แสดงให้เห็นความหมกเม็ดของข้าราชการ ทำได้ทุกอย่างจริงๆ และที่ผ่านมาเคยเจอกับตัวเอง ในการเป็นหมอจิตอาสา ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ จนได้พบว่ามีนอกมีใน โดยของกลางไม่ถูกบันทึกเป็นหลักฐาน มีการนำลิงทิ้งไว้ให้เลี้ยงดู เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุด ต้องหาทางออกร่วมกันด้วยความพอดี หากเกิดอะไรขึ้นกับ “ก็อดซิลลา” ใครจะรับผิดชอบ

“ถามว่าเคสนี้ เป็นความผิดของใคร แต่ด้วยเพราะครอบครัวนี้เลี้ยงดูก็อดซิลลา ด้วยความรัก อยากให้พบกันครึ่งทาง ควรให้อยู่กับเจ้าของ โดยปรับสูตรอาหารใหม่ เพื่อลดความอ้วน ถ้าเจ้าของเลี้ยงดูแลได้อย่างที่ควรจะเป็น ก็จะดีกว่านำไปขังกรงให้ตาย และหลังจากเคสนี้ขอให้เรื่องก็อดซิลลา เป็นเรื่องสุดท้าย ไม่ควรนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงอีก หากเจอสัตว์ป่าพลัดหลวง บาดเจ็บ ควรแจ้งหมายเลข 1362 ให้เจ้าหน้าที่มารับไปดูแล อย่าทำตัวผูกพันตั้งแต่แรก ควรให้อยู่แบบสัญชาตญาณ ไม่ให้ถูกล่ามโซ่ และให้สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ให้เหมือนเจ้าก็อดซิลลา กลายเป็นเรื่องที่เจ็บกันทั้งหมด หากเสียชีวิตลงไป เจ้าของก็จะเจ็บปวด”

จากสิ่งที่หมอเตย เสนอทางออกในการเลี้ยงดูลิงอ้วน “ก็อดซิลลา” น่าจะเป็นอีกบทเรียนในการให้ความรักและสงสารต่อสัตว์ป่า สุดท้ายแล้วเมื่ออยู่กับคนมานาน ควรผ่อนปรนให้เลี้ยงดูต่อไป เพราะหมอเตย เชื่อว่าอย่างไรแล้วกรมอุทยานฯ คงดูแลไม่ดี หลังเข้ายึดนำมาฟื้นฟู โดยเฉพาะเรื่องอาหาร หากไม่เพียงพอ อาจทำให้ “ก็อดซิลลา” มีชีวิตสั้นลง และคิดว่าเจ้าของที่เคยเลี้ยงดูมานาน จะสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูได้ เพราะความรัก และฝ่ายเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ควรเข้ามาดูแลติดตามเป็นระยะจะดีกว่า เพื่อไม่ให้เจ้าลิงอ้วนตัวนี้ ซึ่งมีไขมันเกาะที่พุง เกิดไขมันอุดตันก่อให้เกิดโรคต่างๆ ด้วยน้ำหนักมากถึง 20 กิโลกรัม หรือเวลาร้อนเกิดความเครียดจะขับความร้อนได้ช้า เสี่ยงฮีตสโตรก อาจทำให้เสียชีวิตได้ง่าย.

ผู้เขียน : ปูรณิมา

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก็อตซิลลาspecial contentลิงแสมลิงแสมอ้วนยึดลิงแสมลิงร้านลูกชิ้นลิงแสมสัตว์คุ้มครองเลี้ยงลิงแสมสัตว์ป่าสัตว์ป่าคุ้มครองลิงอ้วนน้ำหนักเกินลิงน้ำหนักเกินรายงานพิเศษลิงลงพุงปล่อยลิงลิงตลาดมีนบุรี

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 03:42 น.