ส.ว.ต้องสะดุ้ง เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาทันที เมื่อ "เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล" ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนของพรรคต่อการแก้รัฐธรรมนูญ หลังวาระ 3 ถูกคว่ำ พร้อมเปรียบที่มานายกรัฐมนตรี เป็น “ไดโนเสาร์” เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย ควรต้องมาจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร

“ไดโนเสาร์” สัตว์เลื้อยคลานยุคดึกดำบรรพ์ ได้สูญพันธุ์หมดไปจากโลกช่วงปลายยุคครีเทเชียส ปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นสำนวน หมายถึงผู้ที่มีความคิดล้าหลัง ตกยุค และมักถูกนำมาใช้เปรียบเปรยในวงการการเมือง เช่น การค่อนขอดนักการเมืองพวกอนุรักษ์ยึดมั่นกับมาตรฐานเดิมๆ เป็นไดโนเสาร์ใกล้สูญพันธุ์ หรือไดโนเสาร์เต่าล้านปี

ตั้งแต่อดีตมีการบัญญัติคำศัพท์ ถ้อยคำทางการเมือง อย่างหลากหลายจากสภาพแวดล้อมในเชิงเปรียบเทียบ เปรียบเปรย มีความหมายเฉพาะใช้ในวงการการเมืองไทย ทั้งในสภาและนอกสภา อย่างกว้างขวางจนติดหู กระทั่งปัจจุบันถูกนำมาใช้ผ่านทางโซเชียลมีเดียตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ยกตัวอย่าง "เกี้ยเซียะ" ใช้เรียกการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มการเมือง ด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอม จนสามารถตกลง จัดสรรผลประโยชน์ได้ลงตัวเป็นที่พอใจของแต่และฝ่าย

หรือคำว่า “สลิ่ม” มาจาก “ซาหริ่ม” ขนมหวานมีเส้นหลายสี ใช้เรียกกลุ่มเสื้อหลากสี ซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นอดีตกลุ่มคนเสื้อเหลือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันกลายเป็นศัพท์สแลงทางการเมือง ใช้เรียก “กลุ่มคนพวกอนุรักษนิยมสุดโต่ง” ในช่วงการประท้วงปี 2563

“งูเห่า” ศัพท์การเมืองสุดฮิต ใช้เปรียบเปรยกลุ่ม ส.ส.แปรพักตร์ไปอยู่พรรคอื่น จากการบัญญัติของ “สมัคร สุนทรเวช” นำมาจากนิทานอีสปเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” ใช้เรียก ส.ส.กลุ่มปากน้ำ ได้แหกมติพรรคประชากรไทย โหวตสนับสนุนให้ “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง จากที่ต้องโหวตสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี

...

ยังมีอีกหลายคำศัพท์ทางการเมืองที่ถูกบัญญัติขึ้นในยุคนี้โดยเฉพาะในช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ใช้สื่อสารทางโซเชียลมีเดียอันเป็นที่รู้กันตามบริบทที่แตกต่างกันออกไป เช่น แกงเทโพ มาจาก 3 คำ "แกง" หมายถึง แกล้ง, "เท" หมายถึง ทิ้ง และ "โพ" หมายถึง โปลิศ หรือตำรวจ

“รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส” คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ได้กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า การบัญญัติคำศัพท์ทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการบัญญัติในพจนานุกรม แต่เป็นการกล่าวขึ้นมาในบริบทหนึ่ง จากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน หากใครพูดศัพท์ทางการเมืองโดนใจคน ทางสื่อมวลชนจะเอาไปใช้ต่อ เมื่อยังอยู่กับบริบทนั้นๆ ซึ่งศัพท์การเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ยาวนาน

อย่างในปี 2535 ช่วงพฤษภาทมิฬ ได้เกิดคำศัพท์การเมืองถูกนำมาใช้ ระหว่าง “พรรคเทพ” ซึ่งสนับสนุนรัฐธรรมนูญและนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และอีกคำ “พรรคมาร” ขัดขวางนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป คำศัพท์เหล่านี้ก็หายไป

จนมาช่วงระหว่างปี 2537-2538 เกิดคำศัพท์การเมือง “งูเห่า” ซึ่งมาจากนิทานอีสป “ชาวนากับงูเห่า” เมื่อ “สมัคร สุนทรเวช” รับกลุ่ม “วัฒนา อัศวเหม” เข้าพรรคประชากรไทย ก่อนมีการเลือกตั้ง เหมือนชาวนาเลี้ยงดูงูเห่าในช่วงได้รับบาดเจ็บ หลังไม่มีพรรคสังกัด เพราะขัดแย้งกับหัวหน้าพรรคชาติไทย

จากที่บอกจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับร่วมให้การสนับสนุน “ชวน หลีกภัย” ซึ่งครั้งนั้นทำให้สมัครออกมาพูดคำว่า “งูเห่า” ครั้งแรก ใช้กับนักการเมืองที่หักหลัง ทรยศพรรคของตัวเอง จนเวลาผ่านไป คำนี้ได้หายไป กระทั่งล่าสุด ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ณ ขณะนั้น สวนมติพรรค โหวตให้พรรคอื่น และย้ายไปสังกัดพรรคอื่น โดยไม่มีความจงรักภักดีต่อพรรคอนาคตใหม่ ทำให้คำว่า “งูเห่า” ไม่ล้าสมัย

...

ศัพท์การเมืองแต่ละคำจะพึ่งพิงบริบทๆ หนึ่ง หากเกิดเหตุการณ์ซ้ำ จะถูกนำไปใช้ เพราะเป็นคำบัญญัติที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน หรือส่วนใหญ่นำไปใช้เรียกฝ่ายตรงข้าม แบบกึ่งๆ เช่น “แมลงสาบ” และอีกฝ่ายก็ตอบโต้ว่า “ควาย”

นอกจากนี้ยังมีคำว่า “สลิ่ม” หากเป็นคนไม่ได้ร่วมสมัยจะไม่เข้าใจและเกิดความสงสัยว่าหมายถึงอะไร แต่เมื่ออยู่ในช่วงปี 2552-2553 จะคุ้นเคย ซึ่งเป็นช่วงกลายพันธุ์ระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง จนเป็นกลุ่มมีหลายสี เหมือนกับซาหริ่มมีหลายสี จนต่อมาใช้เรียก "กลุ่มอนุรักษนิยม" เมื่อใครถูกเรียกจะเหมือนถูกประณาม

“ภาษามีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ตามยุคตามสมัย และคำบางคำที่เคยใช้อาจล้าสมัย จนมีการพัฒนาคำใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น คำศัพท์ในม็อบปัจจุบัน มีการแพร่ขยายได้เร็วมากในโซเชียล แตกต่างกับสมัยก่อนต้องใช้สื่อกระแสหลัก ทำให้คนจดจำ หากไม่มีการนำเสนอคำศัพท์นั้นๆ ก็จะตายไป”.