ไลฟ์สไตล์
100 year

การเป็น "เศรษฐี" 1% ของโลก ต้องมี "เงิน" แค่ไหนในยุค "คนรวย" ยิ่งรวยขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์
1 มี.ค. 2564 05:30 น.
SHARE
  • IMF คาดการณ์ว่า ปี 2564 จะเป็น "ปีที่แสนสาหัส" สำหรับการหางานทำ หลังจากที่วิกฤติโควิด-19 ทำให้คนตกงานจำนวนมาก
  • แม้ปี 2563 จะมีคนตกงานจำนวนมาก และเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ แต่กลับพบว่า "เศรษฐี" 500 คนที่รวยที่สุดในโลกมี "ความมั่งคั่ง" เพิ่มขึ้น 55 ล้านล้านบาท
  • Knight Frank ประมาณการ "ตัวเลข" ว่า หากเราจะอยากเป็น "คนรวยที่สุด" 1% ของโลกนั้น "ไม่ง่าย" โดยเฉพาะใน "โมนาโก"

ถ้าเราอยากจะเป็น "เศรษฐี" 1% ของโลก
ไม่ง่าย...แต่ก็เป็นไปได้
แค่ต้องมี "เงิน" ให้พอ!

ข่าวแนะนำ

เป็นความจริงที่ว่า โควิด-19 (Covid-19) ทุบเศรษฐกิจทั่วโลกจนย่อยยับ ถึงขนาดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ "ไอเอ็มเอฟ" (IMF) ยกให้เป็นการตกต่ำที่ "เลวร้ายที่สุด" นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในทศวรรษที่ 1930 (ช่วงปี 2473-2482) เลยทีเดียว โดยประมาณการว่า ปี 2563 เศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัวถึง 4.4%

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบอีกด้วยว่า ประชากรโลกจำนวนมากกำลังตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากจากการ "ตกงาน" และรายได้ลดลง อีกทั้งยังพบว่า พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญๆ ทั่วโลกล้วนมีอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในมุมมองของ IMF ก็ชี้ว่า นี่เป็นสัญญาณการสิ้นสุด "ทศวรรษความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน" แล้ว และปี 2564 นี้ ก็เชื่อได้ว่าจะเป็น "ปีที่แสนสาหัส" สำหรับการหางานทำ

เมื่องานไม่มี รายได้ก็ลด...

จึงบังเกิดเป็นตัวเลขที่ว่า ปี 2563 มีประชากรทั่วโลก "ถูกผลัก" ให้ตกไปอยู่ใน "หลุมความยากจน" มากกว่า 88-115 ล้านคน ขณะที่ ปี 2564 นี้ จากรายงาน Global Economic Prospects ก็พบว่าจะมี "คนจนหน้าใหม่" เพิ่มขึ้นถึง 119-124 ล้านคน

"คนจน" ยิ่ง "จน"

แต่ "คนรวย" ล่ะ!...เขาเป็นอย่างไร?

แน่นอนว่า คำตอบคงหนีไม่พ้น "คนรวย" ก็ยิ่ง "รวย" ขึ้น!

หากยังจำกันได้ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ "UBS" เคยประมาณการตัวเลข "ความมั่งคั่ง" ของ "มหาเศรษฐีพันล้าน" 2,189 ราย รวมกันไว้อยู่ที่ 10.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 319 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขที่ว่านั้นเป็นการทำลาย "สถิติเดิม" ที่มหาเศรษฐีพันล้าน 2,158 ราย มีความมั่งคั่งรวมกัน 8.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 278 ล้านล้านบาท

จากภาพที่เกิดขึ้นของ "คนจน" และ "คนรวย" รวยระดับที่เรียกว่า "มหาเศรษฐีพันล้าน" ช่างสวนทางกันยิ่งนัก ซึ่งความแตกต่างที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายบุคคล แต่กลับเกิดขึ้นในระดับ "ประเทศ" ด้วย เพราะจนถึงตอนนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็กำลังพยายามหาสาเหตุว่า "การแพร่ระบาดโควิด-19 ขยาย 'ช่องว่าง' ระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนอย่างไร?"

หากจะ "แย่" ก็ย่อมที่จะต้อง "แย่" ด้วยกันทั้งหมด...จริงหรือไม่?

นั่นแค่ "ความคิด" เพราะ "ความจริง" ไม่ได้เป็นเช่นนั้น!

อย่างกรณีของ "แอฟริกา" ที่ธนาคารโลก (World Bank) มีการประมาณการว่า วิกฤติโควิด-19 จะทำให้ประชากรกว่า 2 ล้านคน ร่วงไปอยู่ใน "หลุมความยากจน" สวนทางกับประชากรที่ "ร่ำรวยที่สุด" ในโลก 500 คน ที่จากข้อมูลดัชนีมหาเศรษฐีพันล้าน (Billionaires Index) ของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) พบว่า มี "ความมั่งคั่ง" เพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว (2563) ถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 55 ล้านล้านบาท ซึ่งนั่นย่อมรวมถึง "2 เจ้าพ่อ" อย่าง "อีลอน มัสก์" มหาเศรษฐีพันล้านตัวป่วนแห่ง "เทสลา" (Tesla) และ "เจฟฟ์ เบซอส" แห่งอาณาจักร "แอมะซอน" (Amazon) ถึงแม้จะเตรียมก้าวลงจากเก้าอี้ CEO ก็ตาม

และเขา 2 คนนี้ คือ บุคคลที่มี "ความมั่งคั่ง" เพิ่มขึ้นมากที่สุด!!

คนแรก: "อีลอน มัสก์"

มหาเศรษฐีพันล้าน ปี 2563 อันดับ 31 ณ วันที่ 7 เมษายน 2563 ชายวัย 48 ปีคนนี้ มีความมั่งคั่งสุทธิ 24,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 749,562 ล้านบาท ที่มีแหล่งที่มาของรายได้หลักๆ 2 ทาง คือ เทสลา (Tesla) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เมื่อมาถึงวันนี้ "ความมั่งคั่ง" ของเขานั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า!

โดย ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เขามีความมั่งคั่งสุทธิมากถึง 161,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท

คนที่ 2: "เจฟฟ์ เบซอส"

มหาเศรษฐีพันล้าน ปี 2563 อันดับ 1 ชายวัย 56 ปีที่มีแหล่งได้รายหลักมาจากแอมะซอน (Amazon) ซึ่ง ณ วันที่ 7 เมษายน 2563 เขามีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ 113,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท แต่ ณ วันนี้ (28 ก.พ. 64) ความมั่งคั่งสุทธิของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็น 181,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท

ไม่เว้นแม้แต่ในภูมิภาค "เอเชีย-แปซิฟิก" ที่ก็พบว่า "ความมั่งคั่ง" มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ "จีน" และ "ฮ่องกง"

ซึ่งเมื่อรวม "ความมั่งคั่ง" ของบรรดา "มหาเศรษฐีพันล้าน" ที่ร่ำรวยที่สุดของภูมิภาคนี้ รู้ไหมว่า มีมากถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 82 ล้านล้านบาท และเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2559 ก็มี "ความมั่งคั่ง" รวมกันมากกว่า 3 เท่า!

จาก "ตัวเลข" ต่างๆ ที่ว่านั้น มีการคาดการณ์อีกว่า ภูมิภาค "เอเชีย-แปซิฟิก" จะมีการเติบโตของ "ความมั่งคั่งสุทธิ" รายบุคคลแซงหน้าการเติบโตทั่วโลกด้วย และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น "พิเศษ" ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2563-2568 ประชากรที่มีความมั่งคั่งมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 914 ล้านบาท จะไต่ระดับเพิ่มขึ้น 33% นำโดย "อินเดีย" และ "อินโดนีเซีย"

บุคคลที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในอินเดีย คือ "มูเกซ อัมบานี" ชายวัย 62 ปี ที่ทำธุรกิจปิโตรเคมี, น้ำมัน & แก๊ส ซึ่งเขาคนนี้ก็ไม่ต่างจาก 2 คนข้างต้น คือ มี "ความมั่งคั่งสุทธิ" เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (7 เม.ย. 63) กว่า 2 เท่า มาอยู่ที่ 80,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท (เดิม 1.1 ล้านล้านบาท)

บุคคลที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในอินโดนีเซีย คือ "โรเบิร์ต บูดี ฮาร์โตโน" ชายวัย 79 ปี เจ้าสัวธนาคารและยาสูบ ที่ "ความมั่งคั่งสุทธิ" ในวันนี้ (28 ก.พ. 64) อยู่ที่ 20,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 621,588 ล้านบาท

ว่าแต่...ใครมี "ความมั่งคั่ง" มากที่สุดในไทย?

แน่นอนว่า คำตอบคงหนีไม่พ้น "ธนินท์ เจียรวนนท์" เจ้าสัวที่มีชื่อปรากฏบนหน้าสื่อเมืองไทยไม่เว้นแต่ละวัน และการยึดตำแหน่ง "มหาเศรษฐีพันล้าน" อันดับ 1 ของไทยอีกปี ด้วย "ความมั่งคั่งสุทธิ" 17,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 536,272 ล้านบาท (ณ 28 ก.พ. 64) จากเดิมที่เมื่อเดือนเมษายน 2563 มีอยู่ที่ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 411,345 ล้านบาท

หากเทียบ "ความมั่งคั่งสุทธิ" ที่เพิ่มจากนับจาก 7 เมษายน 2563 - 28 กุมภาพันธ์ 2564 กว่า 114,927 ล้านบาท ก็ตกวันละกว่า 352 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีความน่าสนใจในรายงานของไนท์แฟรงค์ (Knight Frank) อีกว่า "สิงคโปร์" จะกลายเป็น "ฮับ" หรือจุดศูนย์กลางของ "มหาเศรษฐีพันล้าน" ทั่วโลกในอนาคต นั่นก็เพราะการเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการดำรงชีวิตสูงในส่วนกฎระเบียบความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด เห็นภาพได้จากการ "แตกกิ่ง" มาปักหลักอยู่ที่แห่งนี้ของผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล (Google) อย่าง "เซอร์เกย์ บริน" และมหาเศรษฐีพันล้านชาวอังกฤษ "เจมส์ ไดสัน" ที่ "แตกกิ่ง" มาอยู่ประเทศเกาะเล็กๆ นี้เช่นกัน

ซึ่งนี่น่าจับตามากว่า การผันตัวเป็น "ฐานที่มั่น" แห่งเอเชีย-แปซิฟิก ในฐานะ "เจ้าบ้าน" ของ "ฮับ" ผู้นำความร่ำรวยของโลก สำหรับ "สิงคโปร์" หากดำเนินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งจะมีผลต่อ "เศรษฐกิจ" ในประเทศไม่มากก็น้อย

แต่ทีนี้ เมื่อ "คนรวย" กลับรวยไม่หยุด รวยจนโดดเด่น รวยมากเป็นพิเศษ ในขณะที่ "รัฐบาล" กลับเผชิญกับ "ต้นทุน" ที่เพิ่มมากขึ้นจากวิกฤติโควิด-19 ก็ทำให้หลายประเทศเริ่มมองหา...สิ่งที่เรียกว่า "ภาษีความมั่งคั่ง"

ยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่นใน "สหรัฐอเมริกา" ที่สมาชิกพรรคเดโมแครตกำลังพยายามผลักดันเกณฑ์การจัดเก็บ "ภาษีเงินได้" ให้สูงขึ้นในระดับรัฐ และแน่นอนหนึ่งในนั้นรวม "นิวยอร์ก" ซึ่งหากหลายๆ คนพอติดตามอยู่บ้างก็คงจะได้เห็นการถกเถียงที่มี "บิล เกตส์" เจ้าพ่อแห่งยักษ์ใหญ่ "ไมโครซอฟต์" (Microsoft) เคยออกมาสนับสนุนให้เก็บภาษี "คนรวย" เพิ่มขึ้น

หรืออีกมุมหนึ่งซีกโลกตะวันออกอย่าง "ฮ่องกง" ที่เมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา มีการออกมาเปิดเผยว่าจะจัดเก็บ "อากรแสตมป์" ในการซื้อขายหุ้น "เพิ่มขึ้น" ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2536 หลังตลอดปี 2563 เศรษฐกิจของประเทศเผชิญความตกต่ำอย่างหนัก

ทีนี้...หากเราจะเป็น "เศรษฐี" 1% ของโลก เราต้องมี "ความมั่งคั่ง" มากแค่ไหน?

ในข้อมูลของ Knight Frank ประมาณการ "ตัวเลข" ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ที่บอกได้ว่า การเข้าร่วมอันดับ "คนรวยที่สุด" 1% นั้น "ไม่ง่าย" นักในยุคนี้ โดยเฉพาะใน "โมนาโก"

นั่นก็เพราะประเทศเล็กๆ ที่ว่านี้ แค่คำว่า "รวย" มันยังไม่พอ ซึ่งจากการประมาณการแล้ว หากอยากจะเป็น "คนรวยที่สุด" 1% ใน "โมนาโก" จะต้องมี "ความมั่งคั่ง" ถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 244 ล้านบาท และ "ตัวเลข" ที่ว่านี้ก็เป็น "ตัวเลข" ที่มากกว่า "เคนยา" เกือบ 400 เท่า

ในขณะเดียวกัน หากมี "ความมั่งคั่ง" เพียงครึ่งหนึ่งของ "ตัวเลข" นั้น ก็อาจจะพอเป็นหนึ่งใน "เศรษฐี" 1% ใน "สหรัฐอเมริกา" และ "สวิตเซอร์แลนด์" ได้

โดย "สวิตเซอร์แลนด์" ต้องการ "ความมั่งคั่ง" แรกเข้าในการเป็น "เศรษฐี" 1% ที่ 5.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 155 ล้านบาท และ "สหรัฐอเมริกา" ก็ต้องมี 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 134 ล้านบาท ขณะที่ "สิงคโปร์" แค่คุณมีเกณฑ์เกินที่กำหนด หรือประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (88 ล้านบาท) ก็จะได้รับโอกาสนั้น

สำหรับประเทศไทย...ถ้าอยากเป็น 1 ใน 50 "คนรวยที่สุด" ของประเทศ ที่มีสัดส่วนประมาณ 1% นั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเป็นหลัก "หมื่นล้านบาท" เพราะกลุ่มพวกเขาเหล่านี้มี "ความมั่งคั่ง" รวมกันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP).

ผู้เขียน: เหมือนพระอาทิตย์
กราฟิก: Phantira Thongcherd, Jutaphun

ข่าวน่าสนใจ:

ข้อมูลอ้างอิง:

  • World's Billionaires List : The Richest in 2020 
  • HKEX (Hong Kong Exchanges & Clearing Ltd.)
อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

special contentคนรวยมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์โควิด-19รายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 13 เมษายน 2564 เวลา 10:28 น.