ไลฟ์สไตล์
100 year

แนวทางเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไทยต้องฉีดวัคซีนโควิด 70% ของประชากร

ไทยรัฐออนไลน์
28 ก.พ. 2564 22:27 น.
SHARE

เป็นข่าวดีเมื่อไทยเริ่มฉีดวัคซีนโควิด หากมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทั่วถึง สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้โดยเร็ว น่าจะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง ได้รับผลบวกและกระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจน

การจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป “อนุสรณ์ ธรรมใจ” อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องดำเนินการตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการฉีด "วัคซีนโควิด" ในแต่ละประเทศจะเริ่มที่กลุ่มเสี่ยงก่อน ส่วนการที่ประชากรทั่วโลก 7,000 กว่าล้านคนเข้าถึง หรือประชากรไม่ต่ำกว่า 70% ของประชากรโลก หรือประมาณ 5,000 ล้านคนที่ได้รับการป้องกันการติดเชื้อด้วยวัคซีนนั้น เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล

ข่าวแนะนำ

ส่วนไทยต้องวางระบบบริหารจัดการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้มากที่สุดอย่างน้อย 70% ของประชากรทั้งหมดภายในเดือน พ.ค. หรือเดือน มิ.ย.เป็นอย่างช้า จึงค่อยตัดสินใจเปิดประเทศอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และควรวางแผนให้คนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่อาศัย ได้รับวัคซีนเดือนละ 15-20 ล้านโดส เพื่อจะสามารถเปิดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเปิดประเทศได้อย่างเต็มที่

นอกจากการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศประมาณ 28 ล้านโดสแล้ว รัฐบาลควรส่งเสริมการลงทุน หรือร่วมลงทุนกับบริษัทของคนไทยในการผลิตวัคซีน เช่น บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ บริษัทอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ในราคาไม่แพงเกินไป หากสามารถทำให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงครบถ้วนแล้ว และควรมีแผนการผลิตเพื่อส่งออก “วัคซีนของไทย” ส่งไปขาย หรือช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน

“แม้ไทยและทั่วโลกควบคุมการแพร่ระบาดโควิดได้แล้ว การส่งเสริมอุตสาหกรรมยา วัคซีน และเทคโนโลยีชีวภาพ ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ได้ในอนาคต และโควิดมีการกลายพันธุ์ การพัฒนา การปรับเปลี่ยนสูตรของวัคซีนอย่างต่อเนื่องมีความจำเป็น และต้องส่งเสริมให้บริษัทคนไทยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้ในอนาคต”

สำหรับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและกิจการต่อเนื่องที่เป็นหนี้เสีย และไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ยังคงเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยเวลานี้แบกหนี้กลุ่มธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท และหากอัตราการขยายทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่สามารถเปิดประเทศได้ภายในไตรมาส 3 คาดตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้น่าจะทะลุระดับ 10-12% ของสินเชื่อรวม NPL

ขณะที่เอสเอ็มอี กลุ่มท่องเที่ยว ร้านอาหาร สถานบันเทิง ธุรกิจจัดงานอีเวนต์ กลุ่มผลิตเสื้อผ้า เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีเครื่องประดับ น่าจะพุ่งไปมากกว่า 20%-40% แม้มีสัดส่วนที่สูง แต่เชื่อว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังสามารถรับมือได้ จากการที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยล่าสุดอยู่ที่ 20.1% และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสียอยู่ในระดับ 149% คิดเป็นเม็ดเงินราว 2.3 แสนล้าน

จากสภาวะที่หนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้น และต้องกันเงินสำรองมากขึ้น ทำให้กำไรธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบเมื่อปีที่แล้ว ลดลงถึง 46-47% สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นหนี้เสียนั้น ขอให้ทำโกดังเก็บหนี้ (Asset Warehousing) และให้ระยะเวลาในการซื้อคืนสินทรัพย์ภายใน 5 ปี ส่วนราคาตีโอนทรัพย์สินนั้นให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ไปตกลงกันเองในราคาตลาด หากเจ้าของเดิมไม่อยู่ในสภาวะที่ชำระหนี้ได้ ก็ให้ธนาคารนำทรัพย์สินไปขายในตลาดได้ เพื่อให้บริษัทที่มีศักยภาพมาซื้อและไปลงทุนเพิ่มเติม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงาน นอกจากนี้ควรให้มีการซื้อขายลูกหนี้ทางการค้า (Factoring) เพื่อให้สามารถเสริมสภาพคล่องตัวเองได้ หากเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถนำ “ใบแจ้งหนี้” เพื่อเรียกเก็บเงินหลังจากได้ส่งมอบสินค้าแล้วมาใช้เป็นเอกสารของสินเชื่อได้ และควรพัฒนาให้เป็นการซื้อขายลูกหนี้ทางการค้าทางดิจิทัลต่อไปในอนาคต

ส่วนแนวทางรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกหลังยุคโควิด และปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดแนวโน้มของธุรกิจเทรนด์ใหม่ ภาคธุรกิจต้องยึดแนวคิดรักษ์โลกและเน้นความยั่งยืน ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธุรกิจพลังงานสะอาด รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะขยายตัวแบบก้าวกระโดด อาหารปลอดสารพิษ การเกษตรไร้สารเคมี รวมถึงการทำงานแบบวิถีใหม่ และการผลิตแบบใหม่ ลดการสัมผัสบุคคล โดยนำเทคโนโลยีเข้ามา จะช่วยให้เติบโตอย่างมาก ระบบการเงินจะเคลื่อนตัวสู่ระบบการเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง จะเริ่มทยอยนำมาใช้ในหลายประเทศตั้งแต่ปี 2564-2565 ทำให้การดำเนินธุรกรรมมีต้นทุนต่ำมาก และลดบทบาทของตัวกลางอย่างธนาคารลงอย่างมาก

"การเก็งกำไรในบิตคอยน์ จะก่อให้เกิดฟองสบู่และฟองสบู่นี้ จะต้องแตกวันใดวันหนึ่งในอนาคต นักลงทุนที่เข้าซื้อผิดเวลาและซื้อในราคาสูง จะเกิดความเสียหายมาก สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ จะมีความปลอดภัยและมีความเสี่ยงจากความผันผวนน้อยกว่ามาก และทำหน้าที่หลักๆ ของเงินได้ดีกว่า".

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนโควิดCovid Vaccineวัคซีนโควิด-19วัคซีน covidวัคซีน covid-19ข่าววัคซีนโควิดโควิด 19 ล่าสุดสถานการณ์โควิดเปิดประเทศรายงานพิเศษธุรกิจท่องเที่ยวแนวทางทำธุรกิจยุคโควิดวัคซีนฉีดวัคซีน

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เวลา 05:30 น.