ไลฟ์สไตล์
100 year

มองพม่า สะท้อนดูไทย ยึดอำนาจ รัฐประหาร วางกรอบรัฐธรรมนูญ ฉบับมรดกทหาร

ไทยรัฐออนไลน์
2 ก.พ. 2564 20:50 น.
SHARE

ประชาธิปไตยไม่เต็มใบในเมียนมา อยู่ได้เพียง 5 ปี ก็ต้องปิดฉากเมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 1 ก.พ. 2564 เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้ง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2551 เขียนโดยรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดช่องให้สามารถทำได้ นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ของ “มิน อ่อง หล่าย” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อ้างว่าเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ จากการทุจริตเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2563

ข่าวแนะนำ

กรณีการเมืองในเมียนมาและไทย มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? จากผลพวงของรัฐธรรมนูญฉบับทหารเขียน ระหว่างรัฐธรรมนูญของเมียนมา ปี 2551 และของไทย ปี 2560 “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวอย่างชัดเจนกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า ในเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปี 2560 ของไทย และรัฐธรรมนูญ ปี 2551 ของเมียนมา ล้วนแล้วเกิดมาจากผลผลิตการ "รัฐประหาร" ทั้งสิ้น โดยกรณีของไทย หลังรัฐประหารปี 2557 พบว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว ได้กำหนดกรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 นำมาซึ่งกติกาที่เอื้ออำนวยให้กับ คสช. ในการปรับเปลี่ยนรูปโฉมตัวเองมาเป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่าง ส.ว. 250 คน บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล 5 ปีแรก สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงนั่งควบตำแหน่งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป
ประเทศ

ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี 2551 ของเมียนมา ก็มาจากคณะทหารเช่นกัน ผ่านการยึดอำนาจยาวนานมากกว่าไทย นับตั้งแต่การรัฐประหารครั้งแรก เมื่อปี 2505 เป็นต้นไป ไม่เคยเป็นประชาธิปไตย และต่อมาปกครองโดยสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ หรือสลอร์ก จนกระทั่งปี 2540 มาเป็นสภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ หรือเอสพีดีซี เป็นการยึดอำนาจโดยทหารเหมือนเดิม ทำให้ความเข้มข้นในร่างรัฐธรรมนูญของเมียนมา แตกต่างจากของไทย ซึ่งเมียนมามีบทเฉพาะกาลให้สืบทอดอำนาจของกองทัพ กำหนดสัดส่วนที่นั่งในสภา 25% ต้องเป็นของกองทัพ จากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อย กิจการชายแดน หรือความมั่นคงแห่งชาติ ต้องเป็นของกองทัพ

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญของเมียนมา ยังให้อำนาจกองทัพ สามารถยึดอำนาจได้โดยรัฐธรรมนูญ หากเกิดภาวะการกระทำมิชอบ สามารถดึงอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มาอยู่ที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างน้อย 1 ปี หรือทำได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าอำนาจในรัฐธรรมนูญของทหารเมียนมา มีสูงมาก และเชื่อว่าภายหลัง “มิน อ่อง หล่าย” ยึดอำนาจทำรัฐประหาร จะไม่ขยายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปนาน เนื่องจากจะกระทบต่อเศรษฐกิจของกองทัพเมียนมา และทรัพยากรธรรมชาติ

ส่วนรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ของไทย มีการแบ่งปันอำนาจระหว่างฝ่ายการเมือง ผ่านกลไกเลือกตั้ง โดยผ่านระบบเลือกตั้งสูตรพิสดาร และมีส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับพรรคการเมือง แต่ของเมียนมาเขียนรัฐธรรมนูญ ห้ามประธานาธิบดีแต่งงานกับชาวต่างชาติ เห็นได้ชัดว่าเป็นการกีดกัน "ออง ซาน ซูจี" และที่ผ่านมากองทัพ กับซูจี ต่างเข้ามาดูแลชนกลุ่มน้อยที่เป็นปัญหาด้านความมั่นคง ผ่านการแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคเอ็นแอลดีของซูจี กับพรรคยูเอสดีพีของกองทัพ ซึ่งไม่สามารถแบ่งปันอำนาจกันได้ อาจจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง โดยกลไกต้องออกแบบให้กองทัพสามารถเข้ามาควบคุมให้มากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาชนกลุ่มน้อยที่เรื้อรังมานาน จึงต้องการประชาธิปไตยที่มีระเบียบวินัย และต้องการการเมืองภายใต้การกำกับของกองทัพ อาจเป็นเบื้องหลังการเกิดรัฐประหารในครั้งนี้

อีกทั้งพรรคเอ็นแอลดีของซูจี ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.2563 อย่างถล่มทลาย ส่วนพรรคยูเอสดีพีของกองทัพ ได้ที่นั่งในสภาฯ น้อยลง ทำให้โอกาสในการแก้อำนาจให้กับกองทัพเมียนมา มีน้อยลงตามมา และส่งผลต่อประโยชน์ร่วมก่อนหน้าที่พรรคของซูจี กับกองทัพเคยพึ่งกันมาต้องเปลี่ยนแปลงไป แม้ที่ผ่านมากองทัพเมียนมา พยายามจะถ่ายอำนาจมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนในที่สุดด้วยการรัฐประหาร

“การรัฐประหารครั้งนี้ เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่กองทัพเมียนมาเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นภาพหลายมิติ ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับทหาร ระหว่างชนกลุ่มน้อยกับกองทัพ และมิติระหว่างประเทศจากการแสดงท่าทีของแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย แสดงความเป็นห่วง และจะเห็นบทบาทระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน เข้ามาค้าขายจนตั้งฐานทัพในเมียนมา ส่วนไทยกับกัมพูชา เป็นไปด้วยดีกับจีน จึงไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการในเมียนมา หรืออินโดนีเซีย แม้เป็นต้นแบบประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียน ก็ยังแสดงท่าทีในเรื่องนี้ไม่ชัดเจน”

จากสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา แสดงให้เห็นความไม่เข้มแข็งของประชาธิปไตย และความอ่อนล้าของตัวบุคคล เช่น ออง ซาน ซูจี และอดีตแกนนำนักศึกษา ที่เข้าร่วมพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งขณะนี้มีอายุมากขึ้น และการเปิดกว้างของสังคมในเมียนมา อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีความเข้มแข็งในการเคลื่อนไหว ทำให้ 5 ปีที่เมียนมาเคยเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะในปี 2558 มีประชาธิปไตยมากสุด อาจจะยากกลับคืนมา

หรือกว่าจะเป็นประชาธิปไตยคงใช้เวลาอีกยาว ภายหลังการ "รัฐประหารในเมียนมา" ครั้งล่าสุด สุดท้ายอาจเห็นอนาคต "ออง ซาน ซูจี" และพรรคเอ็นแอลดี ก่อม็อบใหญ่ในเมียนมา แต่ไม่สามารถจุดติดได้ ทำให้อนาคตซูจี อาจสิ้นสุดด้วยวัยแก่ชราและอ่อนล้า อีกทั้งที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเด็นโรฮีนจา ไม่ต่างกับ “มิน อ่อง หล่าย” เป็นฆาตกรโรฮีนจา ในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2562 อาจเป็นผู้นำเผด็จการเมียนมาคนต่อไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พม่ารัฐประหารพม่าปฏิวัติพม่าเมียนมาอองซานซูจีมินอ่องลายรัฐประหารพม่าปฏิวัติพม่ามินอ่องหล่ายรัฐธรรมนูญฉบับทหารรายงานพิเศษรัฐประหารเบื้องหลังรัฐประหารในพม่าข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้