ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายหลังมีการระบาดรอบใหม่จากหลายปัจจัยเสี่ยง และครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากเดิม สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้นและเร็ว ขอให้ทุกคนอย่าประมาท อาจเพิ่มขึ้นหลักพันต่อวันตามที่มีการคาดการณ์ก็เป็นไปได้ หากมีคนไปพื้นที่เสี่ยงไม่รับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ถามว่าประเทศจะพังพินาศอย่างไร?

“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ยังคงเกาะติดสถานการณ์ โดยหวังให้คนไทยมีความตระหนักไม่ใช่ตระหนก และเป็นสิ่งที่ รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาย้ำเตือนให้มีการป้องกันตัวเอง การ์ดอย่าตก อยู่เสมอด้วยความเป็นห่วง

พร้อมกับบอกว่า การติดเชื้อ "โควิด" โดยไม่มีอาการนั้น สามารถแพร่ให้คนอื่นได้ง่าย เพราะคนแพร่อาจไม่รู้ตัว และคนที่รับไม่รู้ตัวเช่นกัน เพราะเชื้อไวรัสขณะนี้ต่างจากสายพันธุ์เดิม โดยไวรัสจะมีปริมาณมากขึ้นในช่องจมูก และช่องปาก ซึ่งเป็นทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้แพร่ได้ง่ายขึ้นทางละอองน้ำลายและน้ำมูก

“ทุกคนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด ขณะที่การดำเนินการจากส่วนกลางก็ไม่เข้มข้นอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่วิกฤติมาก มาตรการที่ออกมา 8 ข้อนั้น ไม่ใช่เสือ ไม่ใช่สิงโต ไม่ใช่หมาจิ้งจอก แต่ตอนนี้เปรียบเหมือนสลอธติดTHC ที่นอกจากจะวิ่งไม่ไหวแล้ว ก็จะเชื่องช้าในการต่อสู้ เห็นภาพหลอนแบบมองกงจักรเป็นดอกบัว”

นอกจากนี้การบริหารจัดการ คงต้องมีคนกระตุกขาให้ฉุกคิดให้ดีว่าจะทำแบบรวมศูนย์ หรือแบบดาวกระจาย ปล่อยไว้แบบนี้จะสะเปะสะปะ ไม่เป็นเอกภาพ และจะไม่สามารถทำให้ทุกคนรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการสู้ศึกครั้งนี้ ไม่เข้มข้นให้ทันเวลา ถ้าระบาดหนักมันจะพังพาบกันทั้งประเทศระยะยาว

รศ.นพ.ธีระ ออกมาเตือน ขณะนี้เวลาเหลืออีกไม่มาก และกรุณาอย่าย้อนว่า "ถ้าไม่อยากติดเชื้อก็ให้อยู่กับบ้านด้วยตัวเอง" การตอบแบบนี้ไม่โอเค เพราะหากคิดเช่นนั้น ก็แปลว่าไม่ต้องมีคนมาบริหารก็ได้ ให้แต่ละคนอยู่กันเอง เอาตัวรอดกันเองตามมีตามเกิด หากรักประชาชนต้องปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิต เพราะตอนนี้เชื้อโรคอาละวาดไปทั่ว

“ปล่อยให้กระจายแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เศรษฐกิจที่ท่านห่วงในระยะสั้นนี้จะหมดความสำคัญไปเลยหากระบาดกันทั่วหน้า ทั้งระบบเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของประเทศจะพังกันเป็นโดมิโนในระยะยาว มายาคติจากกลุ่มการเมืองใกล้ตัว นำพาให้เราประสบปัญหาภาพหลอนเรื่องต่างๆ ทั้งยาเสพติดรักษาสารพัดโรค เอาอยู่ กระจอก ความสามารถของระบบมาตรฐานระดับโลก ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ และไม่พอที่จะจัดการปัญหาการระบาดซ้ำได้”

หากดูข้อมูลและประเมินตามจริง และสถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นแล้ว คงต้องถามตรงๆ ว่า จะยอมให้พังอีกกี่ครั้งด้วยเหตุเดิมๆ ที่ทักตรงๆ เช่นนี้ เพราะหวังว่าจะตื่นจากภวังค์ได้ทันเวลา และทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ หากไม่รักไม่เคารพจะไม่ทักเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนแต่ละคนแต่ละครอบครัวต้องรับรู้ว่าเรากำลังเผชิญกับอันตรายจากโรคระบาดที่หนักมาก คุกคามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิต และจำเป็นจะต้องเอาตัวรอดให้ได้ด้วยการ "อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อตัวเอง" ใส่หน้ากากเสมอเวลาจำเป็นต้องออกไปจากบ้าน ล้างมือ อยู่ห่างๆ กินดื่มคนเดียว ไม่กินในร้าน เลี่ยงขนส่งสาธารณะ และงดกิจกรรมสังคมทุกประเภท

“ตอนนี้ต้องทำในสิ่งที่ควรทำให้ทันเวลา และเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ หากไม่รู้ว่าจะทำอะไร จะเชื่ออะไร ก็ขอให้แต่ละคนใช้สติ และปัญญา คิดไตร่ตรอง ตามหลักเหตุและผล ประกอบกับให้ดูสถานการณ์รอบตัวที่เห็นเองเจอเอง มาพิจารณาก่อนตัดสินใจ ขอให้อยู่รอดปลอดภัยจากโรคระบาดครั้งนี้”.