- สิ้นปีเป็นช่วงไฮซีซั่นในการท่องเที่ยว และกำลังไปได้ดีจากมาตรการของรัฐในการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" แต่ล่าสุดพบการกระทำเข้าข่ายทุจริตมีพฤติกรรมน่าสงสัย ทำเป็นขบวนการระหว่างผู้ได้รับสิทธิ กับผู้ประกอบการโรงแรม และร้านค้าที่ร่วมโครงการ
- ขณะนี้ ททท. กำลังตรวจสอบโรงแรม 312 แห่ง มีผู้ใช้สิทธิ 108,962 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก และมีโรงแรมขนาดใหญ่บางส่วน และร้านค้า 202 แห่ง มีผู้ใช้สิทธิ 49,713 สิทธิ หากพบมีการทุจริต จะถูกดำเนินคดีให้ถึงที่สุดทั้งแพ่งและอาญา
- เมื่อมีข่าวการทุจริตโครงการดังกล่าว ทำให้ผู้ได้รับสิทธิ และมีการจ่ายเงินจองที่พักไปแล้ว แต่ยังไม่ใช้บริการเข้าพัก แสดงความเป็นกังวลจะได้รับผลกระทบหรือไม่ หากโรงแรมที่พักนั้นๆ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต โดยที่ผู้ได้รับสิทธิ ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ
“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง "นายยุทธศักดิ์ สุภสร" ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้รับการยืนยันว่า หากผู้ได้รับสิทธิใช้สิทธิอย่างถูกต้อง จะไม่ได้รับผลกระทบหรือถูกยกเลิกการใช้สิทธิใดๆ ยังเดินทางท่องเที่ยวได้ตามปกติตามเงื่อนไขเช่นเดิม ขออย่าเป็นกังวล ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการเอาผิดกับผู้จงใจกระทำผิดที่กระจายในหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดเล็กและจังหวัดใหญ่
...
พร้อมจะขยายโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" เฟส 2 ในเร็วๆ นี้ เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ หลังเลื่อนออกไปจากเดิมวันที่ 16 ธ.ค. และไม่ได้เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดตามที่มีกระแสข่าว แต่ต้องการจะอุดรูรั่วที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสป้องกันการทุจริตเพิ่มเติม โดยผู้ทุจริตจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด และไม่ให้เข้าร่วมโครงการอีกต่อไป ส่วนผู้ใช้สิทธิต้องพิจารณาเป็นรายกรณี มีเจตนาในการทำความผิดจริงหรือไม่
สำหรับพฤติกรรมในการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย มี 6 รูปแบบ 1. ผู้ใช้สิทธิเข้าเช็กอินในโรงแรมราคาถูก แต่ไม่ได้เข้าพักจริง เพื่อต้องการได้สิทธิคูปองไปใช้จ่าย 2. โรงแรมขึ้นราคาค่าห้องพักสูงเกินจริง มีการรู้เห็นกับร้านค้าที่รับชำระคูปอง และมีการขายโอนสิทธิให้กัน โดยผู้ได้สิทธิร่วมมือกับโรงแรม 3. โรงแรมที่ปิดตัวลงไปแล้ว มีการเปิดลงทะเบียนขายห้องพักโดยตรง และผ่านตัวแทนออนไลน์ (โอทีเอ)
4. ผู้ใช้สิทธิมีการใช้ส่วนต่างของคูปอง เต็มจำนวน กรณีร้านค้าเพิ่มราคาค่าสินค้าและอาหาร จากราคาปกติ 5. ผู้ใช้สิทธิเข้าพักจริง แต่เป็นแบบกรุ๊ปเหมา มีการจองห้องพักโดยตรงกับทางโรงแรมที่ตั้งราคาห้องพักในราคาสูง และรับเงินส่วนต่างภายหลัง และ 6. โรงแรมบางแห่งเปิดขายห้องพักเกินจำนวนจริงที่มีอยู่ นำไปขายต่อให้กับโรงแรมอื่น เพื่อรับผลประโยชน์จากเงินส่วนต่าง
ในส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังรับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีพบความผิดปกติการทำธุรกรรมทางการเงินในโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุ ได้มอบหมายให้กองบังคับการปราบปราม เป็นผู้รับผิดชอบคดี และเสนอตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศได้ร่วมกันดำเนินคดี เร่งทำการตรวจสอบนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้โครงการเฟสใหม่ชะลอ และไม่อยากให้มีการทุจริตเกิดขึ้นอีก.
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง